โซนี่ไทยเปิดตัวหูฟังตัดเสียงรบกวนไร้สายแบบ Truly Wireless รุ่นใหม่ WF-1000XM6 “อินเต็มเสียง ตัดทุกนอยส์” ยกระดับประสบการณ์การฟังให้เป็นอย่างที่คนทำเพลงตั้งใจ ด้วยการจูนเสียงจากทีมงานทำเพลงระดับโลก (กรุงเทพฯ – 25 กุมภาพันธ์ 2569) – บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดตัวหูฟังไร้สายตัดเสียงรบกวนระดับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด WF-1000XM6 ในตระกูล 1000X Series ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเสียงคุณภาพพรีเมียม โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์คนรักเสียงดนตรีที่ต้องการประสบการณ์การฟังเหนือระดับ ผสานระบบตัดเสียงรบกวนประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาขึ้นอีกขั้น พร้อมการจูนเสียงร่วมกับทีมซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลก มอบประสบการณ์ “อินเต็มเสียง ตัดทุกนอยส์” ควบคู่คุณภาพเสียงสนทนาและความเสถียรในการเชื่อมต่อที่ยกระดับใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ขนาดกะทัดรัด ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความสบายตลอดวัน และรองรับการใช้งาน Gemini ผู้ช่วย AI ยอดนิยม มร. หนิง เฉิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “โซนี่มีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการถ่ายทอดสารและห้วงอารมณ์จากครีเอเตอร์ ไม่เพียงแต่ช่างภาพเท่านั้น แต่รวมถึงครีเอเตอร์ในทุก ๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงผู้สร้างเสียงดนตรีด้วย เราตั้งใจให้เทคโนโลยีช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ สร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าด้านความบันเทิง หูฟัง WF-1000XM6 โดดเด่นทั้งเรื่องคุณภาพเสียงที่ถูกจูนมาจากคนทำเพลงมืออาชีพระดับโลกและการตัดเสียงรบกวนนี้ จะทำให้ผู้ใช้ได้รับรู้และเข้าถึงทุกห้วงอารมณ์ที่คนทำเพลงตั้งใจรังสรรค์มาเป็นอย่างดี แม้จะถูกซ่อนอยู่ในโน้ตเล็ก ๆ ก็ตาม” นายณิชภูมิ เอื้อสกุลเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม Personal Entertainment บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า “WF-1000XM6 ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับทั้งคุณภาพเสียงและประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ โดยอิงจากความคิดเห็นของผู้ใช้งานจริงในรุ่นก่อนหน้า เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนพัฒนาขึ้นกว่าเดิม 25% โดยเฉพาะการตัดเสียงรบกวนย่านกลาง-สูง ซึ่งเป็นย่านที่พบเจอได้บ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น เสียงพูดคุย เสียงยานพาหนะ หรือเสียงในร้านคาเฟ่ ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ชิปเซ็ตประมวลผลที่ถูกอัปเกรดขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า ไดรเวอร์ใหม่ ผสานกับการได้รับการจูนเสียงจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ระดับโลกหลายท่าน ทำให้ได้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียมอย่างที่คนทำเพลงตั้งใจส่งมอบผลงานไปยังผู้ฟัง ปกติแล้วคนใช้หูฟังมักใช้เพื่อประชุมออนไลน์และคุยโทรศัพท์ คุณภาพไมค์สำหรับการสนทนาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไมค์ของรุ่นนี้ให้เสียงชัดที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า การเชื่อมต่อเสถียรยิ่งขึ้น และปัจจุบันเทรนด์การใช้ AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัวเพิ่มขึ้น WF-1000XM6 ก็รองรับการใช้งาน Google Gemini อีกด้วย ทำให้หูฟังรุ่นนี้ครบเครื่องทั้งด้านคุณภาพและการเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ด้วยการพัฒนาทั้งหมดนี้ WF-1000XM6 จึงเป็นหูฟังที่เรามั่นใจว่าผู้ใช้จะรู้สึก “อินเต็มเสียง ตัดทุกนอยส์” และจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวไทย” ที่สุดของระบบตัดเสียงรบกวน WF-1000XM6 ยกระดับการตัดเสียงรบกวนด้วยความสามารถในการลดเสียงรบกวนได้มากขึ้นถึง 25% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า WF-1000XM5 โดยเฉพาะในย่านเสียงกลางถึงสูง ซึ่งเป็นเสียงที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุย เสียงยานพาหนะ หรือเสียงในร้านคาเฟ่ หูฟังรุ่นใหม่นี้สามารถตัดเสียงรบกวนได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ในสถานการณ์ที่มีเสียงรบกวนมาก เช่น ระหว่างการเดินทางหรือขณะอยู่ในที่สาธารณะ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับชิปประมวลผล HD Noise Cancelling Processor QN3e ที่ควบคุมการทำงานของไมโครโฟนเพื่อการตัดเสียงรบกวนได้อย่างแม่นยำ โดยมีไมโครโฟนถึง 4 ตัว ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนที่มี 3 ตัว ทำให้ได้ประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนสูง ขณะเดียวกัน ยังขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลอัจฉริยะ Integrated Processor V2 มาพร้อมระบบ Adaptive Noise Cancelling Optimiser ที่สามารถวิเคราะห์เสียงรบกวนภายนอกและสภาพการสวมใส่ได้แบบเรียลไทม์อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้การตัดเสียงรบกวนมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังได้รับการปรับปรุงให้สามารถลดเสียงรบกวนที่อาจเล็ดลอดผ่านช่องว่างระหว่างจุกหูฟังและรูหูได้ดียิ่งขึ้น โดยปรับให้เหมาะกับรูปทรงหูเฉพาะบุคคลของผู้ใช้แต่ละคนอย่างชาญฉลาด ช่วยให้คุณดื่มด่ำกับเสียงเพลงได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกรบกวนจากสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ WF-1000XM6 ยังมาพร้อมกับจุกหูฟัง Noise Isolation Earbud Tips ซึ่งออกแบบเฉพาะโดยโซนี่ เพื่อมอบความสบายขณะสวมใส่ ควบคู่กับการป้องกันเสียงรบกวนในระดับสูงสุด โดยมีให้เลือกถึง 4 ขนาด เพื่อความพอดีที่กระชับในทุกรูปทรงของใบหู ประสบการณ์เสียงระดับพรีเมียม WF-1000XM6 มาพร้อมคุณภาพเสียงระดับพรีเมียม ด้วยพลังการทำงานร่วมกันของโปรเซสเซอร์ 2 ตัว ที่ประมวลผลเสียงได้อย่างแม่นยำ คมชัด และมีมิติ โดยชิป QN3e ทำหน้าที่ขับเคลื่อนภาคขยายเสียง DAC ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถถ่ายทอดทุกรายละเอียดของเสียงได้อย่างคมชัดยิ่งขึ้น ขณะที่ Integrated Processor V2 รองรับการประมวลผลเสียงแบบ 32-bit จากเดิม 24-bit ในรุ่นก่อนหน้า เพื่อให้ได้เสียงที่มีความละเอียดสูงและเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น โซนี่ยังได้พัฒนาไดรเวอร์ยูนิตใหม่สำหรับรุ่นนี้ โดยออกแบบไดอะแฟรมให้มีโครงสร้างพิเศษ ผสมผสานวัสดุที่แตกต่างกันระหว่างส่วนโดมและขอบ โดยขอบที่นุ่มช่วยสร้างเสียงเบสลึกและเต็มอิ่ม ในขณะที่โดมที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ช่วยให้เสียงแหลมชัดเจนและครอบคลุมย่านความถี่สูงได้มากขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการประมวลผลสัญญาณไปจนถึงการส่งเสียงออกมา ทุกขั้นตอนถูกออกแบบให้มีความแม่นยำสูง ลดความเพี้ยนของเสียง และถ่ายทอดเสียงคุณภาพสูงได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีการเพิ่มรอยบากพิเศษที่ขอบไดอะแฟรม เพื่อช่วยให้เสียงที่ได้มีความชัดเจน WF-1000XM6 ยังรองรับ Hi-Res Audio Wireless เทคโนโลยี DSEE Extreme ระบบเสียง 360 Reality Audio การปรับแต่งเสียงได้ 10 Band EQ ผ่านแอปพลิเคชัน Sony | Sound Connect รวมถึงฟีเจอร์ Headtracking และ Background Music Effect ที่ยกระดับประสบการณ์การฟังให้เหนือกว่าที่เคย ปรับจูนเสียงโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในวงการดนตรี หูฟังตระกูล 1000X ของโซนี่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อถ่ายทอดพลังของบทเพลงได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรีใดก็ตาม เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ตรงตามวิสัยทัศน์ของศิลปิน โซนี่จึงร่วมมือกับสตูดิโอชั้นนำระดับโลกในการปรับจูนเสียงอย่างพิถีพิถัน โดยได้รับคำแนะนำจากทีมวิศวกรเสียงระดับรางวัลแกรมมี่ ทั้งผู้ชนะและผู้เข้าชิง อาทิ แรนดี้ เมอร์ริลล์ (Randy Merrill) จาก Sterling Sound ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานของ Ed Sheeran, คริส เกอร์ริงเจอร์ (Chris Gehringer) ผู้ร่วมงานกับศิลปินระดับโลกอย่าง Rihanna และ Lady Gaga, ไมค์ เพียเซนตินี (Mike Piacentini) จาก Battery Studios ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงของ Bob Dylan และ ไมเคิล โรมาโนสกี (Michael Romanowski) จาก Coast Mastering ผู้มีผลงานร่วมกับ Alicia Keys รวมถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง Star Wars ภาค 4, 5 และ 6 ด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ หูฟัง WF-1000XM6 จึงถูกออกแบบมาให้ถ่ายทอดเสียงได้อย่างที่ศิลปินต้องการอย่างแท้จริง — ทั้งความลึก รายละเอียด และอารมณ์ของเสียงที่ซื่อตรงต่อจินตนาการต้นฉบับของผู้สร้างสรรค์ผลงาน คุณภาพเสียงสนทนาดีที่สุดจากโซนี่ WF-1000XM6 มาพร้อมไมโครโฟน 2 ตัว และเซ็นเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนของกระดูก (Bone Conduction Sensor) ในแต่ละข้าง โดยใช้เทคโนโลยีอัลกอริทึมลดเสียงรบกวนแบบ AI Beamforming ขั้นสูง เพื่อแยกเสียงพูดของผู้ใช้งาน แม้ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง หรือมีผู้คนพูดคุยอยู่รอบข้าง ระบบจะสามารถแยกเสียงของคุณออกจากเสียงรบกวนได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ปลายสายได้ยินเสียงของคุณอย่างชัดเจนตลอดการสนทนา ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อความสบายในการสวมใส่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หูฟังตระกูล 1000X ของโซนี่ได้รับการออกแบบโดยยึดหลักสรีรศาสตร์ของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ เพื่อให้สวมใส่ได้กระชับและสบายอย่างแท้จริง โดยในรุ่น WF-1000XM6 ได้ยกระดับความสบายยิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบตัวหูฟังให้โค้งรับกับสรีระภายในของใบหูอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยลดแรงกดทับและความรู้สึกอึดอัดเมื่อสวมใส่ ขณะเดียวกัน ดีไซน์ใหม่ยังมีขนาดตัวเครื่องที่บางลงกว่ารุ่นก่อนหน้าราว 11% ช่วยลดการเสียดสีกับบริเวณโครงสร้างซับซ้อนของใบหู ทำให้สามารถสวมใส่ได้อย่างสบายแม้ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างระบายอากาศที่ได้รับการออกแบบใหม่ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของอากาศภายในตัวหูฟัง ลดเสียงรบกวนภายใน เช่น เสียงฝีเท้าหรือเสียงเคี้ยวอาหาร ช่วยให้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์ได้อย่างเต็มอรรถรสในทุกสถานการณ์ ด้านวัสดุและสีสันได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ด้วยพื้นผิว Premium Matte Texture ที่ให้สัมผัสเรียบหรู โดยสีดำ (Black) ถ่ายทอดความหรูหราแบบ Quiet Luxury ด้วยโทนสีลุ่มลึกและผิวสัมผัสแมตต์ที่ดูสุขุม ทันสมัย ขณะที่สีแพลตตินัมซิลเวอร์ (Platinum Silver) ให้ความรู้สึกเบาสบาย นอกจากนี้ วัสดุและดีไซน์ของเคสก็ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้เปิดใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น แม้ใช้เพียงมือเดียว และออกแบบให้หยิบหูฟังออกมาได้สะดวกกว่าที่เคย ฟีเจอร์อัจฉริยะเพื่อประสบการณ์ฟังที่เหนือกว่า WF-1000XM6 ยังคงรวมฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานชื่นชอบจากรุ่นก่อนหน้าไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบ Auto Play และ Adaptive Sound Control ที่ช่วยปรับเสียงอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม ฟีเจอร์ Quick Access สำหรับเรียกใช้งานด่วน และเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวัน หูฟังรองรับการใช้งาน Google Gemini ที่ทำให้การใช้งานแบบแฮนด์ฟรีสะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง เชื่อมต่อกับเพื่อน รับการแจ้งเตือน หรือพูดคุยกับ Gemini Live เพื่อแชร์ไอเดีย เพิ่มรายการใน Google Keep หรือจัดตารางใน Google Calendar ได้โดยไม่ต้องแตะโทรศัพท์เลยแม้แต่น้อย ด้านการเชื่อมต่อ WF-1000XM6 ได้รับการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ด้วยอัลกอริทึมขั้นสูง และเสาสัญญาณที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ช่วยเพิ่มความเสถียรในการเชื่อมต่อได้มากยิ่งขึ้น พร้อมรองรับเทคโนโลยี LE Audio ซึ่งเป็น Bluetooth® รุ่นถัดไปที่มาพร้อมค่าหน่วงต่ำพิเศษ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเล่นเกม หรือการใช้งานที่ต้องการความแม่นยำแบบเรียลไทม์ ในส่วนของแบตเตอรี่ WF-1000XM6 สามารถใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และสูงสุดถึง 24 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ คุณจึงสามารถฟังเพลงได้ทั้งวัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด อีกทั้งยังรองรับการชาร์จแบบไร้สายผ่านเทคโนโลยี Qi เพื่อความสะดวกสูงสุดในการใช้งาน ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือระหว่างเดินทาง และรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว6 ชาร์จเพียง 5 นาที ใช้งานได้ 1 ชั่วโมง ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน WF-1000XM6 ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการ โดยเลือกใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิลแบบหมุนเวียน (Circular Material) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25% ของพลาสติกทั้งหมดที่ใช้ในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาพลาสติกใหม่ที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งบรรจุภัณฑ์ยังปราศจากพลาสติก 100% อย่างแท้จริง เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว กำหนดการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ WF-1000XM6 พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ในราคา 11,990 บาท โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ (Black) และสีแพลตตินัมซิลเวอร์ (Platinum Silver) พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ รับฟรีลำโพงพกพาโซนี่ ULT FIELD 1 มูลค่า 4,990 บาท เมื่อซื้อหูฟัง WF-1000XM6 และลงทะเบียนรับประกันสินค้า My Sony ผ่านไลน์ @SonyThai พร้อมตอบแบบสอบถามที่จะได้รับทางอีเมลหลังการลงทะเบียนรับประกันสินค้าภายในวันเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 – 30 เมษายน 2569 สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่เว็บไซต์ www.sony.co.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือไลน์ @SonyThai
เอปสันเผยสินค้ากลุ่ม B2B แกร่งยกพอร์ตต้านตลาดผันผวน เผยสูตรสร้างการเติบโตต่อปี 69 13 กุมภาพันธ์ 2569 – เอปสัน ประเทศไทย รับมือภาวะตลาดผันผวนในปี 2568 ส่งผลตลาดผู้บริโภคชะลอตัว แต่กลุ่มธุรกิจ B2B กลับเติบโตโดดเด่นในหลายผลิตภัณฑ์ สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงลงทุนในโซลูชันที่เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าในระยะยาว พร้อมตั้งเป้าเติบโต 5% ในปี 2569 ภายใต้กลยุทธ์ “Customer Value First” ผ่านสูตรผสานโซลูชัน บริการ และความยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์ตลาดองค์กร นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดในปี 2568 เผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ชะลอตัว ส่งผลให้ลูกค้าทุกกลุ่มปรับรูปแบบการตัดสินใจอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยกลุ่มผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจลดลง จึงชะลอการใช้จ่ายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในกลุ่มสินค้าระดับเริ่มต้น ขณะที่กลุ่ม SME เลื่อนแผนการลงทุนและยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ให้นานขึ้น ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ขยายระยะเวลาของกระบวนการจัดซื้อ ควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด และมุ่งลงทุนเฉพาะโครงการที่มีความ สำคัญเชิงกลยุทธ์หรือจำเป็นต่อภารกิจหลักขององค์กร สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอยู่ในภาวะระมัดระวัง แต่ความต้องการพื้นฐานยังคงมีอยู่ในระบบ สำหรับผลการดำเนินงานปีนี้ เอปสันคาดว่ารายได้รวมจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะตลาดที่ชะลอตัวจากปัจจัยกดดันรอบด้าน แม้ว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม B2C จะไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยคาดว่ารายได้จะปรับลดลงประมาณ 5% แต่ในทางกลับกัน กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรธุรกิจ (B2B) หลายรายการกลับสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจเติบโตถึง 40% และสแกนเนอร์เติบโตที่ 25% เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องพิมพ์ฉลากสี ColorWorks เติบโตที่ 20% และเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณา 10% รวมถึงหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 20% การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าองค์กรที่ยังคงเดินหน้าลงทุนในโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างความคุ้มค่าในระยะสั้น และเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว “แรงขับสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ B2B ของเอปสัน มาจากการมุ่งทำตลาดในระดับ Mid-High อย่างชัดเจน ทั้งในกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กรธุรกิจและสแกนเนอร์ ควบคู่กับการต่อยอดโซลูชันครบวงจรสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะเป็น EcoFleet Management ที่ช่วยบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายงานพิมพ์ โซลูชันเครื่องพิมพ์ฉลากสี รวมถึงโซลูชันหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม SureColor ทั้งเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาและงานสิ่งทอ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการที่รอคอยเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด พร้อมกันนี้ เอปสันยังเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างองค์กร และยกระดับศักยภาพทีมงาน B2B ให้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก เพื่อรองรับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของลูกค้าองค์กร” นายยรรยง กล่าว สำหรับแนวโน้มปี 2569 ภาคธุรกิจยังต้องดำเนินงานต่อไปท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆ จะยกระดับความสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัว นอกจากนี้ ตลาดผู้บริโภคมีความแตกต่างของความต้องการชัดเจนขึ้น ระหว่างกลุ่มที่เน้นราคาและกลุ่มที่มองคุณค่าในระยะยาว ขณะที่ประเด็นด้านความยั่งยืน เทคโนโลยีสีเขียว และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจของภาคธุรกิจในปีถัดไป เอปสันจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ นายยรรยง กล่าวว่า “บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตในปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 5% จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคา ภายใต้แนวคิด ‘Customer Value First’ โดยมุ่งสร้างคุณค่ารวม (Total Value) ผ่านการผสานโซลูชัน บริการ และแนวทางด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ทั้งในตลาด B2C และ B2B” สำหรับกลยุทธ์ในกลุ่ม B2C จะยึดแนวทาง ‘Defense & Premiumization’ ที่มุ่งรักษาส่วนแบ่งตลาดและฐานลูกค้าในตลาดที่เอปสันเป็นผู้นำอยู่ พร้อมกับยกระดับพอร์ตสินค้าไปสู่รุ่นที่มีมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการทำตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์และการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสินค้าไฮไลท์ของกลุ่ม B2C ในปี 2569 ได้แก่ เครื่องพิมพ์ EcoTank รุ่นใหม่ และโปรเจคเตอร์ Lifestudio ซีรี่ส์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Lifestudio Pop ที่เน้นความกะทัดรัดและดีไซน์สนุก หรือ Lifestudio Flex ที่เน้นความยืดหยุ่นและประสบการณ์ภาพระดับพรีเมียม พร้อมเทคโนโลยี Google TV และระบบเสียงโดย Bose ขณะที่ตลาด B2B เอปสันจะเดินหน้ากลยุทธ์ ‘Acceleration & Expansion’ มุ่งเร่งขยายตลาดด้วยโซลูชันสำหรับองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทเพื่อธุรกิจ เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เครื่องพิมพ์ฉลากสี โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง ตลอดจนโซลูชันเฉพาะทางสำหรับภาคอุตสาหกรรม ผ่านการเสริมความแข็ง แกร่งพันธมิตร (Strengthen Partner) เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ พร้อมพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังพัฒนาโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม (Vertical Penetration) ที่ออกแบบให้ตรงกับความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เช่น กลุ่มสาธารณสุข การศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแตกต่างในตลาดองค์กรได้ดียิ่งขึ้น และสุดท้าย เอปสันยังมุ่งสร้างคุณค่าผ่านโซลูชัน (Value Creation) เพื่อผลักดันการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์มาสู่เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่ช่วยลดต้นทุนโดยรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) ทั้งยังลดการใช้พลังงานและลดของเสีย ในส่วนงานบริการ บริษัทฯ เดินหน้ารักษาระดับการบริการในคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด ‘Operational Excellency’ ผ่านข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA) ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานการตอบสนองและการแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ตั้งแต่ระยะเวลาเข้าดูแล การซ่อมบำรุง ไปจนถึงความพร้อมของอะไหล่ พร้อมเริ่มใช้งานระบบ Service CRM ใหม่ เพื่อบริหารจัดการเคสแบบเรียลไทม์ รองรับการกระจายงานอัตโนมัติ (Smart Routing) การแจ้งเตือน และแดชบอร์ดติดตามผลแบบ 360 องศา ช่วยลดระยะเวลาให้บริการ และเสริมความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของลูกค้าองค์กร ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเครือข่ายศูนย์บริการรวม 175 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทุกแห่งมีทีม On-site Service ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ และจะเดินหน้าขยายและปรับโครงสร้างพื้นที่ให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายงานและความรวดเร็วในการเข้าดูแลลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะจัดทำระบบอบรมและการรับรองมาตรฐานสำหรับทักษะด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อยกระดับศักยภาพช่างเทคนิคให้รองรับโซลูชันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น พัฒนา Partner Community Hub เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับพาร์ทเนอร์ในการเข้าถึงข้อมูล คู่มือ บริหารจัดการงานบริการ และติดตามสถานะเคลมได้อย่างโปร่งใสและรวดเร็ว ตลอดจนจัดตั้ง Thailand & Regional Parts Central Hub เพื่อบริหารคลังอะไหล่และการกระจายสินค้าให้มีความพร้อมสูงสุด ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าองค์กร พร้อมกันนี้ เอปสันยังวางแนวทางการสร้างการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยยึดความยั่งยืนและ ESG เป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว บริษัทฯ มองว่า ESG ไม่ใช่เครื่องมือทางการตลาด แต่เป็นทั้งต้นทุนและโอกาสทางธุรกิจที่เอปสันและลูกค้าต้องลงทุนร่วมกัน โดยเอปสันเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ เทคโนโลยี Heat-Free ในเครื่องพิมพ์ EcoTank ระบบรีไซเคิลกระดาษ PaperLab เครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม และโปรเจคเตอร์ กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับ แบรนด์ แต่ยังเปิดโอกาสให้เอปสันเข้าถึงตลาดใหม่และลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน พร้อมสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กันนี้ เอปสันยังให้ความสำคัญกับโครงการที่สนับสนุนความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการที่ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี คือการนำขวดหมึกเอปสันที่ใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นชุดโต๊ะเรียน เพื่อบริจาคให้แก่หน่วยงานและชุมชนต่างๆ ซึ่งจนถึงปัจจุบันสามารถนำขวดหมึกใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 50,000 ขวด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ทำแคมเปญด้าน Plastic Reduction ติดต่อกันมาเป็นปีที่ 3 โดยในปี 2568 ได้ใช้ชื่อว่า “วิถีไทยไร้พลาสติก” ซึ่งเป็นการนำเอกลักษณ์และวิถีชีวิตแบบไทย เช่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติ มาปรับใช้เป็นแนวทางในการลดการใช้พลาสติกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญดังกล่าว มีกิจกรรมไฮไลต์ ได้แก่ “Leaf Plastic Behind” เวิร์คช็อปพับภาชนะจากใบตองเพื่อทดแทนภาชนะพลาสติก และ “The Cooking Shack” กระต๊อบทรงไทยที่สร้างจากขวดน้ำและกล่องพลาสติกใช้แล้ว ซึ่งนำไปทำการทดลองเชิงสังคมเพื่อสะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อน ก่อนนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนบ้านควนจง จังหวัดสงขลา และโรงเรียนวัดเดชานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้และเรือนเพาะปลูกสำหรับโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนต่อไป “ตลอดช่วงที่ผ่านมา เอปสันได้ปรับเพิ่มน้ำหนักและความเข้มข้นในการทำตลาดกลุ่ม B2B อย่างต่อเนื่อง และวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างรุนแรง บริษัทฯ ยังสามารถรักษาระดับการดำเนินงานโดยรวมไว้ได้ พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B อย่างมีนัยสำคัญ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในโซลูชันของเอปสัน จากนี้ไป บริษัทฯ จะเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์เชิงรุก มองหา S-Curve ใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับความแตกต่างของแบรนด์ผ่านจุดยืนด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นคุณค่าหลักที่องค์กรยุคใหม่ให้ความสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่เอปสันมีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในตลาดปัจจุบัน” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย
เอปสันเผยผลประกวดภาพถ่าย Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16 ช่างภาพอาเซียนคว้าหลายรางวัล 12 ธันวาคม 2025 – เอปสันขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะรางวัล Epson International Pano Awards ครั้งที่ 16 การประกวดภาพถ่ายพาโนรามาที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของช่างภาพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะวิลเลียม ชัว (William Chua) จากสิงคโปร์ ผู้คว้ารางวัล The Pano Awards Southeast Asia Open Photographer of the Year 2025 Epson International Pano Awards ยังคงเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผลงานภาพถ่ายพาโนรามาจากทั่วทุกมุมโลก โดยในปีนี้ช่างภาพจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสร้างผลงานโดดเด่นต่อเนื่อง หลังจากเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักร่วมตั้งแต่ปี 2024 ผลงานภาพ “Wildebeest” ของวิลเลียม ชัว โดดเด่นด้วยมุมมองสร้างสรรค์ ถ่ายทอดพลังและความตื่นเต้นของการอพยพครั้งยิ่งใหญ่ของวิลเดอบีสต์ในเคนยาได้อย่างน่าประทับใจ “ผมได้ดูการอพยพของวิลเดอบีสต์มาหลายครั้ง และมันยังคงทำให้ผมทึ่งเสมอ สิ่งที่ดึงดูดสายตาในครั้งนี้คือวิลเดอบีสต์ตัวหนึ่งที่หันกลับมาท่ามกลางความโกลาหล และผมรู้ทันทีว่านี่คือภาพที่ผมต้องการถ่าย” วิลเลียม ชัว มร.ซิ่ว จิน เกียด กรรมการผู้จัดการภูมิภาค เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “นี่เป็นปีที่สองที่เอปสัน เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ให้การสนับสนุนเวที Epson International Pano Awards และเรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งจากช่างภาพในภูมิภาค ผลงานเหล่านี้สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของช่างภาพและครีเอเตอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเอปสันภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนและผลักดันศิลปะการพิมพ์ให้เป็นสื่อทรงพลังในการถ่ายทอดภาพพาโนรามาอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด” ในฐานะผู้สนับสนุนหลักร่วมเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมกับเอปสัน ออสเตรเลีย มอบรางวัล อาทิ เครื่องพิมพ์ภาพ Epson SureColor P5360, P5330, P906 และโปรเจคเตอร์ Epson EB-1795F เพื่อเป็นเครื่องมือคุณภาพระดับมืออาชีพสำหรับกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงาน นอกจากรางวัลชนะเลิศ ช่างภาพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังสร้างผลงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะจากเวียดนาม ซึ่งคว้า 6 จาก 10 ตำแหน่งผู้เข้ารอบสุดท้าย ขณะที่ช่างภาพไทยก็ได้รับการคัดเลือกเข้ารอบด้วยผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Silk of the Sea โดยคาว ถิ งอก เดียม (Cao Thi Ngoc Diem) ถ่ายทอดภาพการซักผ้าไหมในจังหวัดฟูเอี้ยน ประเทศเวียดนาม และภาพ Dune II โดยอธิเมธ เลิศกิตติเวรุจน์ (Athimeth Lerdkkitveruj) จากประเทศไทย ซึ่งถ่ายทอดทิวทรายกว้างใหญ่ของนามิเบียในมุมมองพาโนรามาอันน่าทึ่ง ผลงานทั้งหมดสะท้อนความทะเยอทะยานทางศิลปะและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มร.เดวิด เอวานส์ ภัณฑารักษ์ของงานประกวด Epson International Pano Awards ภัณฑารักษ์ของการแข่งขัน กล่าวว่า “ทุกปีขอบเขตของภาพถ่ายพาโนรามาถูกขยายออกไป และปี 2025 ก็ไม่ต่างกัน ด้วยแรงสนับสนุนจากเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอปสัน ออสเตรเลีย ทำให้เวทีนี้เข้าถึงผู้สร้างสรรค์ทั่วโลกมากขึ้น ผลงานที่เข้าประกวดเต็มไปด้วยความหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศทางเทคนิค ซึ่งยืนยันว่าพาโนรามาคือหนึ่งในสื่อทรงพลังที่สุดในการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายร่วมสมัย” การแข่งขันในปีที่ 16 นี้ยังคงรวบรวมคณะกรรมการซึ่งเป็นช่างภาพพาโนรามาชั้นนำระดับโลก เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ยกระดับคุณภาพงานศิลปะภาพถ่ายประเภทนี้อย่างแท้จริง ชมผลงานทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ของการแข่งขัน: https://thepanoawards.com/2025-winners-gallery
MAHAJAK MEGA DEAL 2025 ยกระดับทุกอารมณ์ด้วยคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ จากแบรนด์ JBL และ DENON พร้อมส่วนลดสูงสุด 29% บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ชวนสัมผัสประสบการณ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับไฮเอนด์กับแคมเปญ MAHAJAK MEGA DEAL จากแบรนด์ JBL และ Denon ที่ยกระดับทุกอารมณ์ด้วยคุณภาพเสียงอันสมบูรณ์แบบ มอบส่วนลดสูงสุด 29% พร้อมของขวัญพิเศษสำหรับสินค้าในรุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 – 15 มกราคม 2569 นี้เท่านั้น โดยมีรายละเอียดโปรโมชั่นและสินค้าที่ร่วมรายการมีดังนี้ JBL Soundbar JBL Bar 5.0 Multi Beam ราคาโปรโมชั่น 10,965 บาท (จากราคา 12,900 บาท) JBL Bar 300 ราคาโปรโมชั่น 14,365 บาท (จากราคา 16,900 บาท) JBL Bar 500 ราคาโปรโมชั่น 19,465 บาท (จากราคา 22,900 บาท) JBL Bar 9.1 ราคาโปรโมชั่น 19,900 บาท (จากราคา 27,900 บาท JBL Bar 800 ราคาโปรโมชั่น 25,415 บาท (จากราคา 29,900 บาท) JBL Bar 1000 ราคาโปรโมชั่น 30,515 บาท (จากราคา 35,900 บาท) JBL Bar 1300 ราคาโปรโมชั่น 42,415 บาท (จากราคา 49,900 บาท) Denon Soundbar **โปรโมชั่นเฉพาะโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak.com และ JBL Thailand เท่านั้น Denon Heos Home Cinema ราคาโปรโมชั่น 15,900 บาท (จากราคา 29,900 บาท) Denon Heos Bar ราคาโปรโมชั่น 19,900 บาท (จากราคา 35,900 บาท) Denon Heos Subwoofer ราคาโปรโมชั่น 15,900 บาท (จากราคา 22,900 บาท) พิเศษ!! เมื่อซื้อ Denon Heos Subwoofer คู่กับ Denon Heos Bar เหลือเพียง 30,000 บาท (จากราคา 58,800 บาท) Harman Kardon Enchant Harman Kardon Enchant 900 ราคาโปรโมชั่น 20,805 บาท (จากราคา 21,900 บาท) Harman Kardon Enchant Sub ราคาโปรโมชั่น 15,105 บาท (จากราคา 15,900 บาท) Harman Kardon Enchant 1100 ราคาโปรโมชั่น 28,405 บาท (จากราคา 29,900 บาท) Harman Kardon Enchant Speaker ราคาโปรโมชั่น 9,405 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon AV Receiver Denon AVR-X1700H ราคาโปรโมชั่น 24,210 บาท (จากราคา 26,900 บาท) Denon AVR-X2700H ราคาโปรโมชั่น 31,410 บาท (จากราคา 34,900 บาท) Denon AVC-X3700H ราคาโปรโมชั่น 39,510 บาท (จากราคา 43,900 บาท) Denon AVC-X4700H ราคาโปรโมชั่น 57,510 บาท (จากราคา 63,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 5 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 16,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า Denon AVR-X1700H, AVR-X2700H, Denon AVC-X3700H หรือ Denon AVC-X4700H Denon AVC-X6700H ราคาโปรโมชั่น 87,210 บาท (จากราคา 96,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 7 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 22,900 บาท) Denon AVR-X250BT ราคาโปรโมชั่น 10,965 บาท (จากราคา 12,900 บาท Denon AVR-X580BT ราคาโปรโมชั่น 16,915 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon AVR-X1800H ราคาโปรโมชั่น 24,565 บาท (จากราคา 28,900 บาท) Denon AVR-X2800H ราคาโปรโมชั่น 33,915 บาท (จากราคา 39,900 บาท) Denon AVC-X3800H ราคาโปรโมชั่น 47,515 บาท (จากราคา 55,900 บาท) Denon AVC-X4800H ราคาโปรโมชั่น 72,165 บาท (จากราคา 84,900 บาท) Denon AVC-X6800H ราคาโปรโมชั่น 84,065 บาท (จากราคา 98,900 บาท) Home Theater Stage Ultra HD 5 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 49,215 บาท (จากราคา 57,900 บาท) Stage Ultra HD 6 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 49,215 บาท (จากราคา 57,900 บาท) Stage Ultra HD 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 52,615 บาท (จากราคา 61,900 บาท) Stage Ultra HD 7 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2700H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 52,615 บาท (จากราคา 61,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 5 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 16,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้าชุด Home Theater Stage Ultra HD 5, Stage Ultra HD 6, Stage Ultra HD 2 หรือ Stage Ultra HD 7 Stage Ultra HD 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 65,365 บาท (จากราคา 76,900 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Denon Heos 7 (สีขาว/สีดำ) จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 22,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Stage Ultra HD 3 Premium Stage HD 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,015 บาท (จากราคา 65,900 บาท) Premium Stage HD 5 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,015 บาท (จากราคา 65,900 บาท) Premium Stage HD 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,865 บาท (จากราคา 66,900 บาท) Premium Stage HD 6 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 56,865 บาท (จากราคา 66,900 บาท) Premium Stage HD 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 67,915 บาท (จากราคา 79,900 บาท) Premium Stage HD 4 (ประกอบด้วย Denon AVC-X4800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 81,515 บาท (จากราคา 95,900 บาท) Classic Espresso / Classic Latte (ประกอบด้วย JBL MA510 และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 116,100 บาท (จากราคา 129,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 800 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 29,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Classic Espresso หรือ Classic Latte Atmos Classic Espresso / Atmos Classic Latte (ประกอบด้วย JBL MA710 และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 152,100 บาท (จากราคา 169,000 บาท) Premium Espresso / Premium Latte (ประกอบด้วย JBL MA7100H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 179,100 บาท (จากราคา 199,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1000 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 35,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Classic Espresso, Atmos Classic Latte, Premium Espresso หรือ Premium Latte Atmos Premium Espresso / Atmos Premium Latte (ประกอบด้วย JBL MA9100H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 197,100 บาท (จากราคา 219,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1300 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 49,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Premium Espresso หรือ Atmos Premium Latte Double Espresso (ประกอบด้วย Denon AVR-X1800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 116,100 บาท (จากราคา 129,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 800 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 29,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Double Espresso Atmos Double Espresso 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X2800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 134,100 บาท (จากราคา 149,000 บาท) Atmos Double Espresso 2 (ประกอบด้วย Denon AVC-X3800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 170,100 บาท (จากราคา 189,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1000 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 35,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Double Espresso 1 หรือ Atmos Double Espresso 1 Atmos Double Espresso 3 (ประกอบด้วย Denon AVC-X4800H และชุดลำโพง JBL Stage) ราคาโปรโมชั่น 197,100 บาท (จากราคา 219,000 บาท) *แถมฟรี ลำโพง Soundbar JBL Bar 1300 จำนวน 1 ตัว (มูลค่า 49,900 บาท) เมื่อซื้อสินค้า ชุด Home Theater Atmos Premium Espresso 3 A/V Compact A/V Compact HD Set 2 (ประกอบด้วย Denon AVR-X1700H และชุดลำโพง JBL Cinema 510) ราคาโปรโมชั่น 24,565 บาท (จากราคา 28,900 บาท) A/V Compact Set 1 (ประกอบด้วย Denon AVR-X250BT และชุดลำโพง JBL Cinema 510) ราคาโปรโมชั่น 18,615 บาท (จากราคา 21,900 บาท) Turntable Denon DP200USB ราคาโปรโมชั่น 9,405 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon DP400 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 18,905 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon DP450USB (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 24,605 บาท (จากราคา 25,900 บาท) Denon DP3000NE ราคาโปรโมชั่น 72,105 บาท (จากราคา 75,900 บาท) ModernTage Set Modern Tage Set 4 (สีดำ/สีน้ำเงิน/สีส้ม) ราคาโปรโมชั่น 47,405 บาท (จากราคา 49,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS65 (มูลค่า 22,900 บาท) และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Modern Tage Set 1 ราคาโปรโมชั่น 37,905 บาท (จากราคา 39,900 บาท) *แถมฟรี ขาตั้งลำโพง JS120 (มูลค่า 17,900 บาท) และแผ่นเสียง Vinyl JBL 75th Jazz Vocal Collection จำนวน 1 แผ่น Mini Compo Denon Ceol N12 Dab (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 25,110 บาท (จากราคา 27,900 บาท) Denon Home Denon DM-41 ราคาโปรโมชั่น 16,915 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home 150 NV ราคาโปรโมชั่น 7,731 บาท (จากราคา 8,590 บาท) Denon Home 150 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 8,910 บาท (จากราคา 9,900 บาท) Denon Home 250 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 14,310 บาท (จากราคา 15,900 บาท) Denon Home 350 (สีขาว/สีดำ) ราคาโปรโมชั่น 17,910 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home Soundbar 550 ราคาโปรโมชั่น 26,010 บาท (จากราคา 28,900 บาท) Denon Home AMP ราคาโปรโมชั่น 17,910 บาท (จากราคา 19,900 บาท) Denon Home SUB ราคาโปรโมชั่น 20,610 บาท (จากราคา 22,900 บาท) Integrated Amplifier Denon PMA 900H ราคาโปรโมชั่น 32,310 บาท (จากราคา 35,900 บาท) สามารถหาซื้อสินค้าได้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ, Showroom มหาจักรฯ ทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB และ Mahajak Online >> https://www.mahajak.com/th/mega-campaign/home-audio.html เงื่อนไขโปรโมชั่นและการรับของแถม - ระยะเวลาโปรโมชั่น 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569 - สินค้าราคาโปรโมชั่นรวม VAT 7% แล้ว - สิทธิ์รับของแถม เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไข และสามารถแลกรับสินค้าของแถมได้ 1 ชิ้นเท่านั้น - สามารถลงทะเบียนรับสินค้าของแถมได้ไม่เกิน วันที่ 30 มกราคม 2569 (ใบเสร็จจะต้องซื้อสินค้าภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 - 15 มกราคม 2569) - สินค้าของแถมไม่สามารถเลือกสี/รุ่น และมีจำนวนจำกัด - สินค้าของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ - ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากโชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City และ ร้าน SOUNDLAB จะได้รับของแถม ณ จุดขาย - ลูกค้าลงทะเบียนรับของแถมผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น โดยจะต้องลงทะเบียนรับประกันก่อน สินค้าที่มีสิทธิ์รับของแถมระบบจะให้เลือกรับลงทะเบียนของแถมเพิ่มเติม - ขอสงวนสิทธิ์การรับของแถม สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนรับประกันสินค้าและของแถม ผ่าน Line: @Mahajakplus เท่านั้น กรณีที่ลงทะเบียนรับประกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับขอแถมได้ - ไม่สามารถลงทะเบียนรับของแถมหลังจากหมดเขตโปรโมชั่นในทุกกรณี - ของแถมจะจัดส่ง 30 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์) ผ่านทางไปรษณีย์ - ช่องทางที่ร่วมรายการ ได้แก่ ร้านตัวแทนจำหน่าย, โชว์รูมมหาจักรทุกสาขา, ร้าน Sound City, ร้าน SOUNDLAB, Mahajak Online - สามารถสอบถามข้อมูลโปรโมชั่นและของแถมได้ที่ Call center 1516 หรือ Line: @Mahajakstore - บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด Line : http://lin.ee/dKalYBy Facebook : http://www.facebook.com/MahajakLiving/ IG : https://www.instagram.com/mahajak_living/ Tiktok : https://n9.cl/7pelk , https://n9.cl/159tm Mahajak Service Center Tel : 1516 หรือ https://www.mahajak.com/th/
WHARFEDALE DIAMOND 12.1i อัญมณีแห่งเสียง Hi-Fi ที่คุ้มค่า ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ตระกูลลำโพง DIAMOND ของ WHARFEDALE ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในลำโพงที่มอบ “คุณภาพเสียงเกินราคา” มากที่สุดในโลกเครื่องเสียง โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1982 ในชื่อรุ่น DIAMOND จากนั้นเป็นต้นมาลำโพงตระกูล DIAMOND คือประตูบานแรกสู่โลกเครื่องเสียงของนักเล่นนับล้านคนทั่วโลก พร้อมทั้งคว้ารางวัล Product of the Year จากสื่อนิตยสารมากมาย เมื่อ DIAMOND 12 Series เปิดตัวในปี 2020 ก็ได้ตอกย้ำสถานะนั้นอีกครั้ง ด้วยการผสมผสานระหว่างงานออกแบบที่พิถีพิถัน วัสดุคุณภาพสูง และบุคลิกเสียงที่สมดุลเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็นหนึ่งในลำโพงระดับราคาประหยัดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในตลาด ปี 2025 แม้จะผ่านกาลเวลามาห้าปี แม้จะยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนให้ต้องเปลี่ยนรุ่นใหม่ แต่พัฒนาการของกระบวนการออกแบบและเทคโนโลยีการผลิต ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้มองเห็นโอกาสในการปรับปรุงรายละเอียดบางประการให้ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือการอัปเกรดครั้งสำคัญในชื่อ DIAMOND 12i Series โดยยังคงรักษาจุดเด่นทั้งหมดของรุ่นเดิมไว้ พร้อมเพิ่มความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในหลายด้าน ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้นคือ การพัฒนาครั้งใหม่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มราคาจำหน่ายแม้แต่น้อย ลำโพงรุ่นเดิมที่ดีอยู่แล้ว เมื่อปรับปรุงคุณภาพ จะมีส่วนใดที่พัฒนาแตกต่างออกไปบ้าง? การพัฒนาซีรีส์ DIAMOND 12i ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ทีมวิศวกรของ WHARFEDALE ได้ทบทวนการออกแบบของลำโพงแต่ละรุ่นใหม่ทั้งหมด โดยมีคุณ Peter Comeau ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบอะคูสติกเป็นผู้นำทีม ร่วมกับวิศวกร Dan Bailey Ornellas และ Oliver Davies ทำการปรับปรุงอย่างละเอียดเข้มงวดทุกจุด การพัฒนามุ่งเน้นไปที่การปรับจูนช่องพอร์ตเบส และการควบคุมการไหลเวียนของอากาศภายในตู้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเสียงย่านความถี่ต่ำ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง เช่น Laser Interferometry ซึ่งเป็นเทคนิคการวัดความละเอียดสูง โดยใช้หลักการวิเคราะห์ผ่านลำแสงเลเซอร์ ตรวจจับคลื่นระดับนาโนเมตร สร้างแพทเทิร์นที่แม่นยำในการตอบสนองความถี่ของลำโพง มีการเปรียบเทียบการวัดทั้งในห้อง Anechoic ไร้เสียงสะท้อน และการทดสอบในสภาพห้องฟังจริง มีการปรับรูปแบบของท่อพอร์ตภายในแบบใหม่ ผลลัพธ์คือเสียงเบสที่มีความชัดเจน ควบคุมการส่งผ่านย่านความถี่ต่ำได้ดี และมีการเชื่อมต่อกับย่านมิดเรนจ์ได้อย่างลื่นไหล ขณะเดียวกันยังคงรักษาเอกลักษณ์เสียงที่เป็นกลางและโปร่งใสของตระกูล DIAMOND ไว้อย่างครบถ้วน หัวใจสำคัญของไดรเวอร์มิด/เบสในซีรีส์ DIAMOND 12i คือ กรวยลำโพงที่ทำจากวัสดุคอมโพสิต ระหว่างโพลีโพรพิลีนและไมก้า (MICA) ซึ่ง WHARFEDALE เรียกว่า Klarity วัสดุชนิดนี้ได้รับการพัฒนาตั้งแต่ DIAMOND 12 Series และยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลำโพงชุดนี้สามารถให้คุณภาพเสียงเหนือระดับราคาตลอดมา โพลีโพรพิลีนเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้ทำกรวยลำโพงตั้งแต่ยุคการวิจัยของ BBC ในช่วงทศวรรษ 1970 เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่นความเพี้ยนต่ำการควบคุมพฤติกรรมขยับของกรวยได้ดี ทนต่อความชื้นในอากาศ และการเติมไมก้าเข้าไปในสูตรวัสดุ Klarity ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโครงสร้างกรวย ลดการบิดตัว และทำให้ได้กรวยลำโพงที่มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง พร้อมการตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำ ระบบมอเตอร์ หรือแม่เหล็กและวอยซ์คอยล์ในโครงสร้างไดรเวอร์ คืออีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ โดยไดอะแฟรม Klarity จะถูกขับเคลื่อนด้วยระบบแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่ผลิตอย่างแม่นยำ พร้อมวงแหวนชดเชยค่าอินดักแตนซ์ (Aluminium Compensation Ring) เพื่อลดผลกระทบจากการเคลื่อนที่ของวอยซ์คอยล์ ให้มีความเสถียรยิ่งขึ้น ตัววอยซ์คอยล์ถูกพันอยู่บนบ็อบบิน หรือท่อทรงกระบอกเล็กๆ ที่ใช้เป็น “แกน” สำหรับพันคอยล์ที่ทำจากใยแก้วและเรซินอีพ็อกซี ซึ่งให้ความแข็งแรงและมีเสถียรภาพทางความร้อนสูงกว่าวัสดุทั่วไป ผลลัพธ์คือระบบขับเคลื่อนตัวของลำโพง ที่สามารถลดความเพี้ยน ให้เสียงที่สะอาด เที่ยงตรง และตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เสียงย่านความถี่สูงถูกสร้างขึ้นโดยทวีตเตอร์โดมขนาด 25 มม. ที่ทำจากโพลีเอสเตอร์แบบถัก พร้อมสารแดมป์พิเศษเพื่อควบคุมการสั่นค้าง แผ่นหน้าของทวีตเตอร์ถูกออกแบบให้มี Waveguide เพื่อเพิ่มการกระจายเสียง ทำให้เสียงแหลมยังคงมีคุณภาพดี แม้จะฟังนอกแนวแกนของลำโพง ทวีตเตอร์จะทำงานร่วมกับไดรเวอร์มิด/เบส ผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คแบบ Linkwitz-Riley ที่ปรับจูนอย่างละเอียดเพื่อลดการเลื่อนเฟสของสัญญาณ ในวงจรยังใช้ขดลวดแกนอากาศ Air-Core Inductor ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มักพบในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ เนื่องจากให้ความเพี้ยนต่ำที่สุด โดยตู้ลำโพงของ DIAMOND 12i ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ทำงานร่วมกับระบบไดรเวอร์อย่างสมบูรณ์แบบ ผนังตู้ทำจากแผ่นไฟเบอร์บอร์ดหลายระดับความหนา เพื่อลดการสั่นสะเทือนและความผิดเพี้ยนจากโครงสร้างตู้ ภายในยังมีระบบค้ำยัน Intelligent Spot Bracing ที่เชื่อมผนังตู้ด้านตรงข้ามอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดการสั่นพ้องได้ดีกว่าโครงค้ำแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้โครงสร้างที่ให้เสียงบริสุทธิ์ การพัฒนาของ WHARFEDALE DIAMOND Series 12i นี้ จะนำมาใช้กับลำโพงทุกรุ่น ตั้งแต่รุ่นลำโพงวางขาตั้งแบบ 2 ทาง ไปจนถึงลำโพงตั้งพื้นแบบ 2.5 ทาง ทุกโมเดลในซีรีส์นี้ต่างถ่ายทอดบุคลิกเสียงเดียวกัน คือความสมดุลระหว่างเสียงที่ละเอียดอ่อนและพลังในการแสดงออกทางดนตรีที่เข้มข้น เมื่อขยับขึ้นไปยังรุ่นที่ใหญ่ขึ้น ผู้ฟังก็จะได้รับพลังเสียง เวทีเสียง และสเกลของดนตรีที่ยิ่งใหญ่ขึ้นตามลำดับ ลำโพง WHARFEDALE DIAMOND ที่พัฒนาใหม่ มีทั้งหมด 7 รุ่นคือ • ลำโพงวางหิ้ง : DIAMOND 12.0i, DIAMOND 12.1i, DIAMOND 12.2i • ลำโพงตั้งพื้น : DIAMOND 12.3i, DIAMOND 12.4i • ลำโพงเซ็นเตอร์ : DIAMOND 12.Ci • ลำโพง Dolby Atmos : DIAMOND 12.3Di ลำโพงรุ่นวางหิ้งหรือวางขาตั้งที่เราได้รับมาทำการทดสอบฟังแบบสดๆ ร้อนๆ นี้ ก็คือ DIAMOND 12.1i ที่พัฒนามาครบทุกกระบวนการของทีมวิศวกรดังกล่าวข้างต้น แม้จะเป็นลำโพงรุ่นเริ่มต้น แต่เมื่อได้ฟังแล้วต้องประทับใจ ยกให้เป็นลำโพงที่สุดแห่งปีเลยครับ WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ที่ออกแบบและวางตลาดมานานกว่า 5 ปี ทางทีมวิศวกรได้สำรวจทุกคอมเม้นท์ของนักฟังทั่วโลก แล้วนำความต้องการของออดิโอไฟล์และแฟนคลับของ WHARFEDALE มาปรับปรุงประสิทธิภาพให้ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น DIAMOND 12.1 รุ่นเดิมมีตัวเลือกผิวตู้ลายไม้สี่สี ได้แก่ ดำ ขาว วอลนัต และโอ๊คสีอ่อน ให้บุคลิกที่สุภาพ เรียบง่าย และคลาสสิก สำหรับ DIAMOND 12i Series WHARFEDALE ได้ปรับโฉมใหม่ด้วยโทนสีร่วมสมัยที่ให้ความรู้สึกสดใหม่มากขึ้น ได้แก่ Deep Black – ผิวสีดำกึ่งด้านที่ให้ความรู้สึกเรียบหรูและทันสมัย Stone Grey – สีเทากึ่งด้านที่โดดเด่นในสไตล์โมเดิร์น และเข้ากับการตกแต่งหลากหลายรูปแบบ Classic Walnut – การตีความใหม่ของลายไม้วอลนัต ผสานความอบอุ่นของไม้ธรรมชาติกับแผงหน้าสีดำกึ่งด้านอย่างสง่างาม คุณภาพของงานผิวและความประณีตของการประกอบตู้ลำโพงยังคงเป็นจุดเด่นสำคัญ ซึ่งถือว่าเหนือความคาดหมายอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับราคาของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ใช้ไดรเวอร์กลาง/เสียงต่ำขนาด 5 นิ้ว หรือ 130 มม. ใช้วัสดุ Advanced PP Cone (Klarity) ที่มีความแข็งแกร่งและตอบสนองได้รวดเร็ว ส่วนไดรเวอร์เสียงแหลม มีขนาด 1 นิ้ว (25 มม.) แบบ Textile Dome เพื่อการกระจายเสียงที่กว้างและสะอาดเรียบเป็นธรรมชาติ ลำโพงให้การตอบสนองความถี่ 65Hz - 20kHz มีความไว 88dB (2.83V @ 1m) ค่าความต้านทานเฉลี่ย 8 โอห์ม โครงสร้างและการออกแบบเป็นตู้เปิดเบสรีเฟล็กซ์ โดยมีพอร์ตระบายลมอยู่ด้านหลังที่ผ่านการปรับจูนใหม่เพื่อประสิทธิภาพเสียงย่านต่ำที่ดีขึ้น จุดตัดความถี่ ครอสโอเวอร์ Frequency 2.6kHz โดยใช้เทคโนโลยี Linkwitz-Riley เพื่อการเชื่อมต่อของเสียงที่ราบรื่น ขนาดตัวตู้ สูง x กว้าง x ลึก (H x W x D) : 312 x 180 x 250 มม. น้ำหนัก 6.8 กิโลกรัมต่อข้าง ลำโพง DIAMOND 12.1i มีราคาต่อคู่ เพียง 11,000.- บาท ผลงานระดับคุณภาพสูงขนาดนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่โรงงานของ WHARFEDALE เพราะ WHARFEDALE สามารถผลิตได้เองทุกชิ้นส่วน ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ตัวขับเสียงไปจนถึงครอสโอเวอร์และตัวตู้ Test Report นี่คือปรากฏการณ์อีกครั้งของลำโพงในระดับเริ่มต้นของ WHARFEDALE ที่ท้าทายตลาดลำโพงออดิโอไฟล์ซึ่งมีราคาระดับหมื่นต้น เพราะเดิมที WHARFEDALE DIAMOND 12.1 ก็ครอบครองตลาดนี้อย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว ชนิดแทบไม่ปล่อยช่องว่างให้ใครแทรกได้ง่ายๆ เมื่อมีการอัพศักยภาพในรูปทรงเดิมขึ้นไปอีกระดับสู่ DIAMOND 12.1i หรือรุ่น Improve ก็คงจะทำให้ลำโพงรุ่นนี้ได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าพิเคราะห์กายภาพของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i นั้น เราอาจจะมองหาจุดแตกต่างจากรุ่นเดิมจากภายนอกได้ยากนิดนึง แต่จุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เมื่อเทียบกับรุ่น 12.1 เดิมก็คือการปรับปรุงภายในครับ เช่นท่อเบส (Bass Port) กับระบบควบคุมการไหลเวียนอากาศ (Airflow) ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการแดมปิ้งภายใน (Internal Damping) ซึ่งช่วยให้เสียงเบสมีความกระชับ ควบคุมพลังได้ดีขึ้น รวมถึงลดเสียงรบกวนจากตัวตู้ได้มากกว่าเดิม และยังมีการปรับมาตรฐานการผลิตไดรเวอร์ ให้มีความแม่นยำสูงขึ้นกว่ารุ่นเดิม เพื่อดึงประสิทธิภาพของวัสดุ Klarity ให้ออกมาอย่างเต็มที่ จากสายตาที่เราสามารถมองเห็นความแตกต่างจากภายนอกคือ เดิมทีรุ่น 12.1 แผงแบฟเฟิ่ลหน้าดำมัน แต่รุ่นใหม่ DIAMOND 12.1i แผงหน้าเป็นสีดำด้าน (Semi-matte Black) ให้สัมผัสที่ดูนุ่มนวล ลดการสะท้อนแสง และไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย พร้อมอักษรสกรีนโลโก้แบรนด์ WHARFEDALE มีขั้วต่อด้านหลังเป็นแบบ Single-wire แทนระบบเดิมซึ่งเป็นขั้ว 2 ชุดแบบ Bi-wire สำหรับตู้ที่ผมนำมาทดสอบจะเป็นผิววอลนัต ดูสวยงามคลาสสิกดีทีเดียว แน่นอนว่า การเปลี่ยนจากขั้วต่อสองชุดแบบไบร์-ไวร์ บางคนอาจจะไม่เข้าใจเหตุผลนัก เพราะนี่ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่เป็นการออกแบบด้วยเหตุผลเชิงวิศวกรรม ซึ่งผมจะขออนุญาตอธิบายสักเล็กน้อย ก่อนที่จะไปถึงผลของการทดสอบลำโพงนะครับ เนื่องจากลำโพงรุ่นใหม่ 12.1i มีการปรับค่าการจูนพอร์ตใหม่ เพื่อให้เสียงเบสกระชับขึ้น รวมถึงเสียงร้องมีมวลที่สมจริงและโดดเด่น เมื่อครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์กถูกออกแบบให้เฟสเสียงแม่นขึ้น รวมถึงการแยกความถี่ชัดขึ้น การแยกขั้ว HF/LF สำหรับ Bi-wire จึงแทบไม่ให้ประโยชน์เพิ่มในลำโพงระดับนี้ พูดง่ายๆ คือ วิศวกรสามารถควบคุมการทำงานของตัวขับเสียงผ่านครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์คได้ดีพอแล้ว และระบบขั้วต่อซิงเกิ้ลยังเป็นการ “ลดจุดเชื่อมต่อในทางเดินสัญญาณ” ที่เราอาจจะลืมไปว่าระบบ Bi-wire terminal จะมีตัวจั๊มเปอร์ และขั้วต่อและจุดสัมผัสโลหะเพิ่ม สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดระยะทางห่าง หรือการหน่วงขึ้นในเส้นทางสัญญาณ จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า การใช้ Single terminal หรือขั้วต่อแบบเดี่ยว จะให้เส้นทางสัญญาณสั้นกว่า มีจุดสัมผัสน้อยกว่า ความต้านทานรวมต่ำกว่า แนวคิดนี้พบได้มากขึ้นในลำโพงระดับไฮเอ็นด์ยุโรปยุคใหม่ เราย่อมเห็นถึงการปรับตัวมาใช้ขั้วต่อซิงเกิ้ลเป็นส่วนใหญ่ เพราะผลทางเสียง มักจะไม่คุ้มกับความซับซ้อน และการต่อระบบไบร์-ไวร์ ที่ผมพบกับตัวเองส่วนใหญ่คือเกิด Phase Mismatch หรือเฟสผิดเพี้ยนได้ง่าย เมื่อภาคขยายแอมปลิไฟร์ไม่มีคุณภาพสูงสุดอย่างเพียงพอ และเราต้องยอมรับว่า ในลำโพงระดับเริ่มต้น ระบบ Bi-wire มักเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งทางการตลาดในยุคหนึ่งมากกว่าความจำเป็นทางด้านอะคูสติค และในกรณีของ WHARFEDALE 12.1i ในเมื่อต้องการขจัดปัญหาเสียงเบสและการควบคุมโทนัลบาลานซ์ จึงเลือกที่จะใช้ “เส้นทางสัญญาณที่สั้นและสะอาดที่สุด” เป็นหลักสำคัญ ก่อนทำการเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงในการทดสอบ ผมได้วิเคราะห์ขนาดตู้ของลำโพง WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ต้องถือว่าเป็น “สัดส่วนทองคำ” เลยก็ว่าได้ สำหรับการใช้ตู้ลำโพงขนาดนี้ มีปริมาตรตู้ที่ 8.2 ลิตร (312 × 180 × 250 มม.) ถือว่ากำลังพอดีๆ กับห้องขนาดเล็ก ขนาดกลางทั่วไป ผมทำการจัดวางบนขาตั้งโลหะ ที่มีตัวรองของ Life Audio Signature Mellow รองรับ ซึ่งจะทำให้ขาตั้งมีความสูงอยู่ที่ 25 นิ้ว อัตราส่วนที่เซ็ตอัพลำโพงในห้องที่ลงตัวและสมดุลคือ จัดให้ลำโพงทั้งคู่ห่างกัน 1.85 เมตร ห่างผนังด้านหลัง 1.00 เมตร และห่างผนังด้านข้าง 76 เซนติเมตร สำหรับท่านที่เป็นเจ้าของลำโพงคู่นี้สามารถนำไปเซ็ตอัพในห้องของท่าน ให้แตกต่างไปจากอัตราส่วนของผมได้นะครับ เพราะการเซ็ตกับลำโพงย่อมขึ้นอยู่กับขนาดของห้องด้วย ระยะการเบิร์นและวิธีการเบิร์น เพื่อให้ลำโพงพร้อมต่อการทำงานนั้น ให้ใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์เศษ โดยเปิดเพลงสตรีมมิ่งจากสถานีวิทยุอินเตอร์เน็ตเรดิโอ ทิ้งไว้ทุกวันประมาณวันละ 10 ชั่วโมง รวมๆ 80 ชั่วโมง สำหรับผมคิดว่าลงตัวและพร้อมในการใช้งาน WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีบุคลิกโดดเด่น ก็คือเรื่องความสะอาดของเสียง และย่านความถี่เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อเน้นฟังเพลงร้อง เราจะรู้สึกว่าเสียงร้องของศิลปินหลุดลอยออกมาโดดเด่นไม่แพ้ลำโพงที่แพงกว่านี้อีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว นี่อาจจะบอกเราได้ว่าความคุ้มค่าของลำโพงเล็กคู่นี้ นับว่า “ยืนหนึ่ง”อย่างแน่นอน DIAMOND 12.1i ให้เวทีเสียงที่เปิดกว้าง และแสดงจุดตำแหน่งดนตรี (อิมเมจ) ที่แม่นยำ นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของลำโพงระดับราคานี้ ที่สามารถทำได้อย่างดีงามเลยครับ เป็นลำโพงเล็กที่มี Soundstage กว้างขวาง และให้เสียงลอยเด่นออกจากตู้อย่างอิสระอย่างน่าประหลาดใจ รวมทั้งยังให้คุณภาพเสียงที่สร้างอารมณ์เพลงที่ไพเราะได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งฟังนานๆ ก็ยิ่งอิ่มเอม DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงที่มีท่อพอร์ตออกด้านหลังก็จริง แต่เมื่อทดลองขยับลำโพงให้เข้าใกล้ผนังหลังมากถึง 30 เซนติเมตร ลำโพงก็ยังสามารถจูนเสียงต่ำหรือเบสลึกๆ ได้โดยไม่พร่าบวม ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า (12.1) ก็ต้องถือว่าทำได้ดีกว่ามากทีเดียว นี่คือผลลัพธ์ในการปรับปรุงท่อเบสใหม่ ทำให้เสียงยังคงมีความสมดุล แม้จะวางลำโพงในพื้นที่จำกัดหรือใกล้ผนังก็ตาม กล่าวได้เลยว่าเป็นลำโพงขนาดย่อมที่ให้เสียงเบสที่ชัดเจนขึ้น และความถี่ต่ำลึกจะมีน้ำหนัก เสียงอิ่มและเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม การเชื่อมรอยต่อระหว่างย่านความถี่เสียงเบสและเสียงกลางมีความต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ฟังเพลงแนวป็อปแล้วพูดได้สั้นๆ ว่า “ติดใจ” ให้ความสุขในการฟังมากครับ อย่างไรก็ตาม WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นลำโพงขนาดย่อมที่สามารถฟังเพลงได้หลากหลายสไตล์ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเพลงในแนวคลาสสิก และสามารถฟังโพรเกรสซีพร็อก เพลงไทยยุคเก่า ได้อย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินอีกด้วย ผมทดสอบฟังเพลงหลายอัลบั้ม พบว่าเราสามารถท่องโลกดนตรีอย่างไร้ข้อจำกัดทั้ง Jazz, Vocal, Acoustic, Pop, Classical เรียกว่าทุกสไตล์ ลำโพงคู่นี้ทำได้ยอดเยี่ยมเกินคาดจริงๆ สรุปคือเป็นลำโพงที่มีคาแรกเตอร์ โทนอบอุ่น เข้าถึงง่าย ถ่ายทอดเสียงกลางที่อิ่ม รวมถึงเสียงร้องเป็นธรรมชาติ ฟังได้นานโดยไม่เบื่อล้า ให้ความเป็น Musical ที่สูงยิ่ง แทบไม่เคยเจอคุณสมบัติยอดเยี่ยมแบบนี้มาก่อนเลยในลำโพงที่วางราคาไว้เพียงหนึ่งหมื่นต้นๆ เช่นนี้ DIAMOND 12.1i จึงเป็นหนึ่งในลำโพง Bookshelf ที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในช่วงราคาประมาณหนึ่งหมื่นกว่าบาท เพราะให้เสียงในแบบมิวสิคคัลฟังสบายเข้าถึงง่าย เข้ากับแอมป์ได้ง่ายอีกด้วย เพราะไม่เกี่ยงแอมป์ทั้งกำลังขับปานกลาง กำลังขับสูง แอมป์หลอด หรือทรานซิสเตอร์ สิ่งที่ผมรู้สึกทึ่งอีกประการหนึ่งคือ คุณภาพของตัวขับเสียงต่ำที่ให้คุณภาพของเบสดีมากด้วย ขนาดเพียง 5 นิ้ว แต่เหมือนเราได้ฟังจากวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ รวมถึงเสียงแหลมที่เป็นธรรมชาติ รื่นรมย์ กลมกลืนทุกย่านความถี่ ฟังสบายในระยะยาว ถ้าจะกล่าวว่า WHARFEDALE DIAMOND 12.1i เป็นเพชรหรืออัญมณีแห่งเสียงที่ทรงคุณค่าก็ไม่ผิดความจริงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นผู้ที่เป็นนักเล่นเครื่องเสียง โดยเฉพาะท่านที่เพิ่งเริ่มต้นเข้ามาในเส้นทางไฮไฟ และอยากใช้งบประมาณให้คุ้มค่าอย่างถึงที่สุด จะต้องไม่พลาดในการค้นพบประสบการณ์จากลำโพงคู่พิเศษที่สุดในรอบปี ฟัง…แล้วคุณจะเชื่อว่า เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ลำโพงคู่ละหนึ่งหมื่นบาท สามารถสร้างความตื่นตะลึงและประทับใจให้คุณได้อย่างไม่มีวันลืม Reference: Audiolab 9000CDT CD Transport NAD M51 DAC QUAD 3 Integrated Amplifier NAD C3050 Integrated Amplifier Marantz PM4 Esotec Integrated Amplifier Manley Stingray Tube Amplifier WHARFEDALE DIAMOND 12.1i ราคา 11,000.- บาทต่อคู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดทดลองฟังได้ที่ HiFi Tower (ปิ่นเกล้า) โทร. 02-8817273-5, 093-6897987, 081-6827577 Website : http://bit.ly/2yvArOR Line : http://bit.ly/312JfIo Map : https://bit.ly/map_hifitower
Acoustic Energy AE300² ธรรมชาติแห่งดนตรี ลำโพง Acoustic Energy AE300² หรือ AE300 MK2 เป็นลำโพงที่มีการปรับปรุงใหม่ ด้วยคุณสมบัติเด่นในการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นเดิม โดยการนำเทคโนโลยีจากรุ่นเรือธงอย่าง Corinium มาปรับใช้เพื่อให้ได้เสียงที่สมดุลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยมีจุดเด่นหลักๆ คือ พัฒนาวัสดุสำหรับกรวยไดรเวอร์ขับเสียงเสียงต่ำ ด้วยวัสดุผสม Paper/Coconut Fibre ขนาด 120 มิลลิเมตร ที่ผลิตขึ้นรูปจากกระดาษผสมเส้นใยมะพร้าว ช่วยให้เสียงมีความนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ มีความชัดเจนของหัวโน้ตที่ฉับไวในแบบเดียวกับกรวยอลูมิเนียมดั้งเดิม แต่จะได้ความผ่อนคลายเป็นธรรมชาติเสียงได้มากกว่า ทำไมต้องใช้กรวยผสมเส้นใยมะพร้าวและกระดาษ? ความโดดเด่นในการผสมผสานข้อดีของวัสดุธรรมชาติ 2 ชนิดเข้าด้วยกัน จะให้ผลประการแรกคือ น้ำหนักที่เบาแต่แข็งแกร่ง (Rigidity) เพราะใยมะพร้าวมีความเหนียวและแข็งแรงในเชิงโครงสร้างสูงมาก เมื่อนำมาผสมกับเยื่อกระดาษก็จะช่วยให้กรวยลำโพงมีความแข็งแกร่งขึ้น การผลักอากาศไม่เสียรูปทรงได้ง่ายเมื่อต้องขยับตัวแรงๆ เพื่อสร้างเสียงเบส ประการต่อมาคือค่าแดมปิ้ง หรือการหยุดตัวที่ยอดเยี่ยม (High Internal Damping) วัสดุจากธรรมชาติมีคุณสมบัติในการซับแรงสั่นสะเทือนในตัวได้ดีกว่าโลหะ ทำให้เสียงไม่มีอาการ “สั่นค้าง” หรือหางเสียงหน่วงๆ จึงส่งผลต่อเสียงกลางที่สะอาดและเป็นธรรมชาติ ผลในเรื่องของความฉับไว หรือ Transient Response อันเนื่องจากกรวยที่มีน้ำหนักเบา มวลรวมของไดรเวอร์จึงตอบสนองต่อสัญญาณได้รวดเร็ว สร้างหัวโน้ตที่คมชัด ไม่เบลอบวม ไม่สั่นค้าง จึงสนองตอบเพลงที่มีจังหวะชับได้ดี ประการสุดท้ายคือให้ค่าความเพี้ยนต่ำ เพราะการผสมใยมะพร้าวช่วยลดการเกิด “Break-up mode” หรือการบิดเบือนของแผ่นกรวยในย่านความถี่กลางสูง ทำให้รอยต่อระหว่างเสียงกลาง จากวูฟเฟอร์ และเสียงแหลมจากทวีตเตอร์ มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน นี่คือการนำเอา “ความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ” ของกระดาษ มารวมกับ “ความแรงและแม่นยำ” ของใยมะพร้าว ทำให้ได้เสียงที่ทั้งสมจริงและมีพลัง ทวีตเตอร์โดมผ้า ซอฟท์โดมขนาด 29 มิลลิเมตร ให้เสียงแหลมที่เปิดกว้าง และละเอียดอ่อนเป็นธรรมชาติ พร้อมการออกแบบที่มีแผ่นนำคลื่นแบบ Wide Dispersion Technology (WDT) เพื่อให้เสียงกระจายตัวได้ดีและสมูท แม้ผู้ฟังจะอยู่นอกสวีทสปอต หรือแกนลำโพงก็ตาม ความน่าสนใจของแผ่นรูปทรงกรวยตื้นที่ล้อมรอบทวีตเตอร์ คือเทคโนโลยี Wide Dispersion Technology (WDT) ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ มีหน้าที่สำคัญในการสร้างจุดหลัก หรือ Sweet Spot ที่กว้างมากขึ้น ดังนั้นเสียงแหลมจะทำได้กว้างและสม่ำเสมอทั่วทั้งห้อง ทำให้ผู้ฟังไม่ต้องนั่งตรงกลางแบบฟิกซ์ โดยยังได้มิติเสียงที่ชัดเจน WDT ช่วยลดการหักเหของเสียง หรืออาการ Diffraction เป็นการช่วยจัดระเบียบรอยต่อของเสียงระหว่างทวีตเตอร์กับวูฟเฟอร์ให้มีความราบรื่นไปในตัว ช่งยลดปัญหา “เสียงโดด” อันเกิดจากรอยต่อที่ต้องผสานกันของครอสโอเวอร์อีกด้วย WDT ยังช่วยสร้างความสมดุลของมิติเสียง ควบคุมทิศทางไม่ให้สะท้อนกับผนังห้องมากเกินไป เป็นผลถึงเวทีเสียง ความลึก และตำแหน่งชิ้นดนตรีที่แม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับตัวตู้ลำโพงนั้น จะใช้เทคโนโลยี RSC (Resonance Suppression Composite) โดยตัวตู้ทำจากไม้ MDF หนา 18 มม. เสริมด้วย Bitumen ซึ่งเป็นวัสดุสารประกอบทางไฮโดรคาร์บอร์นที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ เพื่อลดการสั่นค้างและการก้องกังวานของตัวตู้ ทำให้เสียงที่ออกมามีความสะอาดและเที่ยงตรงสูง พร้อมด้วยพอร์ตระบายเบสทรงสล็อต (Slot-shaped Rear Port) ช่วยลดเสียงรบกวนจากการไหลเวียนอากาศ ทำให้ได้เสียงเบสที่สะอาดและควบคุมได้ง่าย ลำโพง Acoustic Energy AE300² มีดีไซน์มินิมอล มาพร้อมหน้ากากผ้าแบบแม่เหล็ก และผิวสัมผัสแบบ Silk-Touch Matte (สีดำและสีขาว) หรือสีวอลนัทที่ดูทันสมัย และกลมกลืนกับห้องได้ง่าย ลำโพงให้ผลการตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 42Hz – 29kHz ได้เสียงที่ครบทั้งย่านต่ำที่กระชับ และย่านสูงที่สดใส มีค่าความไวปานกลางอยู่ที่ 86dB SPL แต่ก็เป็นลำโพงที่เข้ากับแอมป์ได้หลากหลาย ตั้งแต่แอมป์หลอดไปจนถึงอินทิเกรตแอมป์สมัยใหม่ทั่วไป จากการทดสอบพบว่าเป็นลำโพงที่เหมาะกับห้องขนาดเล็กถึงขนาดกลางโดยทั่วไป การเซ็ตอัพง่าย เราสามารถจัดเซ็ตเข้ากับแอมป์ขยายเสียงได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแอมป์คลาส A คลาส AB หรือคลาส D รวมถึงภาคขยายหลอดสุญญากาศ เนื่องจากเป็นลำโพงที่ให้เสียงที่ค่อนข้างละมุนละไม โทนซอฟท์ๆ จึงไม่เกี่ยงแอมป์ แต่อย่างใด หลังจากวางตลาดได้ไม่นาน ลำโพง Acoustic Energy AE300² ได้รับเสียงชื่นชมมากทีเดียว โดยเฉพาะWhat Hi-Fi? UK จัดให้เป็นลำโพงระดับ 5 ดาว และคว้าตำแหน่ง “Product of the Year 2025” ในหมวดลำโพงวางหิ้งอีกด้วย Test Report ผมได้รับ Acoustic Energy AE300² ตู้สีขาวน่ารักมาทดสอบ เป็นลำโพงที่ขับเสียงง่ายมาก การจัดวางตู้ซ้ายและขวา ห่างกันในระดับ 1.75 เมตร ภายในห้องทดสอบฟัง ซึ่งดูจะลงตัวมาก และการขยับปรับตำแหน่งไม่นานนักก็ลงตัว เรียกว่าไม่มีอะไรจู้จี้จุกจิกเลยแม้แต่น้อย เป็นลำโพงที่สามารถเซ็ตให้ลงตัวได้ง่ายครับ สิ่งที่แนะนำเป็นเบื้องต้นก็คือ สมควรเบิร์นลำโพงทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณ 100 ชั่วโมง ก่อนถึงช่วงเวลาที่ฟังอย่างจริงจังครับ สำหรับการตอบสนองความถี่จากความถี่สูงสุด จนถึงเสียงต่ำสุดราบรื่น จัดได้เลยว่านี่คือหนึ่งในลำโพงที่มี “โทนัลบาลานซ์” ดีเยี่ยม เป็นบุคลิกของการถ่ายทอดเสียงอย่างสมดุลและเที่ยงตรงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน ต้องนับว่า Acoustic Energy AE300² สามารถแสดงความเหนือชั้นในลำโพงกลุ่มสามหมื่นบาท ในด้านความสมดุลเสียงอย่างเห็นได้ชัด สิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องก็คือเรื่องโทนเสียง สะอาด และรักษาความเป็นธรรมชาติเนื้อแท้ของดนตรี แบบไม่มีอะไรที่ขาด หรือไม่มีอะไรที่เกินกว่าความเป็นจริง ให้ความบาลานซ์และความแม่นยำ ด้วยการรักษาเฟสเสียงได้กลมกลืนอย่างยิ่ง Acoustic Energy AE300² แม้จะโดดเด่นในความเป็นธรรมชาติของเสียง รวมถึงความอบอุ่นละมุนละไม แต่กระนั้นก็สามารถตอบสนองกับพลังแรง หรือโหมกระหน่ำกระแทกกระทั้นกับเพลงบางประเภทที่ต้องการไดนามิกเข้มข้นได้เป็นอย่างดี ค่าความไวตอบสนองต่อสัญญาณเสียงฉับไว ที่นับว่าก้าวกระโดดจากรุ่นเดิม (AE300) มาพอสมควรครับ คือผมอยากชี้ให้เห็นว่า AE300² มีความสามารถในการแจกแจงรายละเอียดเสียง ที่ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนหน้า และยังคงรักษาความสนุกสนานมีชีวิตชีวาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้ นอกจากคุณภาพเสียงที่มีความรู้สึกไพเราะรื่นหูตลอดช่วงการฟังเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว โดยส่วนตัวแล้วผมยังชื่นชอบงานประกอบตู้ที่ประณีตของลำโพงด้วยว่าสง่างาม ฝีมือเทียบเคียงกับลำโพงระดับไฮเอ็นด์ระดับเรือนแสนได้เลย จุดที่เด่นมากอีกประการหนึ่งของลำโพงรุ่นนี้ก็คือ Soundstage และตำแหน่งชิ้นดนตรี Acoustic Energy AE300² ให้เวทีเสียงกว้างมากๆ รวมถึงการแยกตำแหน่งเครื่องดนตรีแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเวอร์ชั่นแรก บางครั้งฟังแล้วเหมือนได้รับเสียงที่ลอยอยู่ข้างหน้า เกินขอบเขตการวางหรือตำแหน่งที่ตั้งของลำโพง บอกได้เลยว่านี่เป็นความสามารถที่เหนือชั้นจริงๆ Acoustic Energy แสดงถึงพัฒนาการลำโพง แบบก้าวกระโดดอย่างมาก บางครั้งหลับตาฟังแล้ว แทบหาไม่เจอว่าลำโพงอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการออกแบบด้านการกระจายเสียงนั้น ทำได้ดีมากๆ เสียงมีไดเมนชั่น กว้าง ลึก และน้ำหนักของเสียงทุ้มเต็มอิ่ม ประดุจนั่งฟังลำโพงตั้งพื้นชั้นดีเลยทีเดียว ผมทดสอบฟังทั้งเพลงป็อป แจ๊ส รวมทั้งความยิ่งใหญ่ของวงดนตรี Orchestra หลายหลากสไตล์ โดยไม่มีข้อจำกัดแต่อย่างใด น่าประทับใจที่ Acoustic Energy AE300² เป็นลำโพงที่ไม่กินกำลังขับจากแอมป์ เพียงแค่ว่าถ้าคุณอยากได้พลังในเชิงสร้างสรรค์และเสียงที่ “ฟูลสเกล” เต็มห้อง ขอแนะนำว่า ให้ใช้ภาคขยายที่มีพลังสูงจะทำให้ลำโพงเปล่งศักยภาพได้ยิ่งใหญ่ได้เกินคาดเลยทีเดียว Acoustic Energy AE300² ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นลำโพงที่สร้างสรรค์เสียงดนตรีจากแหล่งต้นฉบับได้อย่างแม่นยำ ไม่มีการเติมสีสันใดๆ เกินจริงทั้งสิ้น นำพาผู้ฟังให้ได้เข้าถึงธรรมชาติและรายละเอียดอันไพเราะเสนาะโสต ที่ต้องเรียกขานว่า คือลำโพงในระดับที่ “คุณภาพเหนือราคา” ต้องชื่นชมว่าเป็นลำโพงรุ่น “ยกกำลังสอง” ที่ทีมวิศวกรของเขาพัฒนาได้อย่างน่าประทับใจอย่างถึงที่สุดครับ Reference: • NAD C3050 Streaming Amplifier • Audio Innovation 500 Series Tube Amplifier • QUAD 3 Streaming Amplifier • Audiolab 9000 CDT SACD Transport • NAD M51 DAC • NAD C588 Turntable Acoustic Energy AE300² ราคาคู่ละ 29,700.- บาท มีให้เลือกหลักๆ 3 สี ได้แก่ สีดำ (Matte Black), สีขาว (Matte White) และสีวอลนัท (Walnut) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อขอทดลองฟังได้ที่ บริษัท โคไน้ซ์ อีเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 2 แยก 2 เขตดินแดง แขวงรัชดาภิเษก กทม. 10400 โทร 02-276-9644 E-mail: https://www.conice.co.th/
Harbeth NLE-1 นำคุณเข้าถึงความเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ ในงานแสดงเครื่องเสียง High End Munich 2025 ที่เยอรมัน ผมไปสะดุดตากับลำโพงแอคทีฟ จาก Harbeth แรกสุดก็ออกจะแปลกใจไม่น้อย ที่บริษัทผู้ผลิตลำโพงแนวอนุรักษ์นิยมเค้าคิดอย่างไรถึงได้นำเสนอลำโพงกึ่งสตูดิโอมอนิเตอร์แบบนี้ออกมา และแม้แต่ข่าวคราวจากคุณ อลัน ชอว์ ก่อนหน้า ก็ไม่เคยปริปากว่าจะหันมาทำแนวแอคทีฟสปีกเกอร์ อย่างไรก็ตามลำโพงแนวแอคทีฟนั้น ก็ไม่ใช่ของใหม่ มีการใช้งานกันในสตูดิโอมาตั้งแต่ยุค 1990 และลำโพง BBC Monitor LS3/5A ที่ถูกผลิตส่งให้กับทาง British Broadcasting Corporation (บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะแห่งสหราชอาณาจักร) นั้น จะมีการผนวกเอาเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD ยึดติดไว้ด้านหลังตู้ลำโพง ให้ทำงานแบบ Active มานานแล้ว ซึ่งแตกต่างจากไปจากลำโพง LS3/5A เวอร์ชั่นใช้งานในบ้าน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ บริษัทผู้ผลิตลำโพงชื่อดัง ต่างเริ่มเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟสำหรับโฮมออดิโอ ในช่วงปี 2000 กันมากขึ้น โดยนำพื้นฐานลำโพงพาสซีพมาดีไซน์ใหม่ ด้วยการผนวกภาคขยาย ทำเป็นแอคทีฟสปีกเกอร์ คงต้องแยกแยะลำโพงประเภท Active Speaker ออกจากลำโพง Bluetooth หรือ Wi-Fi Active Speaker และ Streaming Active Speaker ที่เป็นลำโพงไร้สายซึ่งจะเป็นคนละตลาดกันนะครับ เพราะลำโพงในกลุ่ม Active Speaker แบบออดิโอไฟล์นั้น ไม่ได้ใส่ฟังก์ชั่นไร้สายมาให้ ถ้าคิดในแบบผม ในฐานะคนฟังเพลง เล่นเครื่องเสียง และทำงานในสตูดิโอมาบ้าง ก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไม Harbeth จึงเลือกเปิดตลาดลำโพงแอคทีฟในช่วงเวลาปัจจุบัน เพราะระบบการฟังเพลงนั้นได้เริ่มเข้าสู่โหมดที่ต้องการความสะดวก ลดความซับซ้อนลงไปอย่างมากนั่นเอง ผมมีลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary ที่ซื้อไว้ใช้งานส่วนตัว ในการแมตช์แอมป์กับลำโพง P3ESR ต้องใช้เวลาตกผลึกความคิด ในการจับคู่แอมป์ดีๆ ให้ลำโพงเหมือนกัน เพราะมีอัตราเสี่ยงที่แอมป์อาจจะไม่เข้ากันกับลำโพงได้เช่นกัน แล้วถ้ามีการแมตช์ชิ่งแอมป์ใส่มาให้ในลำโพงรุ่น P3ESR จากโรงงาน จะเป็นเช่นไร? คำตอบก็คงจะออกมาในวันนี้คือ Harbeth NLE-1 นี่แหละครับ ลำโพงในตระกูลใหม่ NLE หรือ “New Listening Experience” เป็นการนำเสนอประสบการณ์การฟังแบบใหม่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดหลักของลำโพงซีรีส์นี้ ด้วยการพัฒนาลำโพงให้แตกต่างจากอดีตของแบรนด์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่บรรจุแอมป์ขับเสียง และระบบปรับแต่ง DSP ให้อยู่ภายในตัวลำโพง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่แม่นยำและตอบสนองในสภาพแวดล้อมจริงได้ดีขึ้นกว่าเดิม Harbeth ดีไซน์ลำโพงตระกูลแอคทีฟซีรีส์ NLE ออกมาสองรุ่นคือ รุ่น NLE-1 และ NLE-3 (ระบบสามทาง) สำหรับการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ตัวแทนโดยบริษัท บูลด๊อก ออดิโอ จำกัด ได้นำเข้าเฉพาะรุ่น NLE-1 ก่อน ลำโพง NLE-1 มาพร้อมเทคโนโลยีไดรเวอร์ RADIAL ที่พัฒนาและผลิตภายในบริษัทของ Harbeth เอง โดยมีระบบ DSP (Digital Signal Processing) ช่วยควบคุมการทำงาน ขับเคลื่อนด้วยโมดูลแอมปลิไฟเออร์แบบ Class D เพื่อให้เราได้เพลิดเพลินกับบทเพลงโปรดอย่างเต็มอรรถรส โดยไม่ต้องกังวลว่า ซื้อลำโพงมาแล้วจะใช้แอมป์อะไรขับ แค่แหล่งโปรแกรมต้นทาง อาทิ สตรีมเมอร์ เครื่องเล่นซีดี เพียงเครื่องเดียว ก็ทำให้ฟังเพลงโปรดได้โดยสะดวกสบาย ตัวขับเสียงทั้งชุดใน NLE-1 เท่าที่ทราบคือไดรเวอร์ชุดเดียวกับรุ่น P3ESR นั่นเอง โดยถูกออกแบบให้เป็นลำโพงแบบ 2 ทาง ประกอบด้วยไดรเวอร์มิด-เบส RADIAL ขนาด 110 มิลลิเมตร และทวีตเตอร์โดมขนาด 19 มิลลิเมตร ที่ใช้สารแม่เหล็กเหลว Ferrofluid-cooled ช่วยระบายความร้อน ซึ่งมีผลต่อการ “ลดการบิดเบือนของเสียงแหลมได้ดี” เมื่อใช้งานระยะยาวนาน ลำโพงให้ช่วงตอบสนองความถี่ครอบคลุมตั้งแต่ 75Hz ถึง 20kHz (±3 dB) มีภาคขยายแบบคลาส D ขนาดกำลังขับ 50 วัตต์ สองชุด (รวม 100 วัตต์) ต่อตู้ แยกขับแบบไบร์-แอมป์ให้ทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์โดยตรง ภายในได้ออกแบบวงจร DSP ที่ถูกจูนมาเพื่อให้ได้โทนเสียงที่เป็นกลางและชัดเจน ควบคุมการแบ่งย่านความถี่และการตอบสนองเสียงอย่างละเอียด มีสวิตช์ Bass Enhancer / Personality Mode สามโหมด สำหรับลักษณะเสียง 3 แบบ (A/B/C) เพื่อเสียงที่เหมาะกับห้อง หรือเพิ่มความลึกของเบสเมื่อฟังที่ระดับความดังต่ำๆ ด้านหลังมีโวลุ่มปรับระดับความดัง ช่องอินพุต XLR และ RCA ช่องต่อสายไฟ AC พร้อมสวิตช์ปรับ DSP สามโหมดดังกล่าว ขนาดลำโพง NLE-1 มีหน้าแคบกว่า P3ESR (แต่จะลึกกว่า) ใช้ระบบตู้ปิด Acoustic Suspension ผนังหนา ด้วยขนาดความสูง 275 มิลลิเมตร × กว้าง 166 มิลลิเมตร × ลึก 230 มิลลิเมตร เพื่อประสบการณ์แปลกใหม่ ลำโพงรุ่นนี้จะมีเอกลักษณ์สีสันของตู้ ที่เลือกได้หลากสี ทั้ง Satin Black, Satin White, Titanium Gray, Ivory Sand, Midnight Blue, Racing Gray, Crimson Red เรียกว่าจัดตามไลฟ์สไตล์ได้เลยครับ ส่วนที่ออกจะแปลกคือ ลำโพงมีครอบเพลทหน้าที่ผลิตจากไม้เคลือบสี มีการวางมุมแอ่งเว้าเหมือนเป็น Waveguide ที่จะปิดลงไปครอบตัวไดรเวอร์ หรือถอดออกด้วยการยึดติดแบบแม่เหล็ก ผมอยากเรียกว่าเป็นหน้ากากซ้อน หรือ “แบบเฟิลซ้อนหน้าลำโพง” เพื่อจูนดิฟเฟรคชั่น และควบคุมทิศทางยิงเสียง ซึ่งจะขอไปอธิบายในผลการทดสอบเสียงนะครับ Test Report ชุดฟังหลักที่ประกอบการทดสอบ คือนำเอา NAD C3050 มาตัดภาคเพาเวอร์ออก แล้วใช้เฉพาะ Pre-Out ส่วนอีกชุดหนึ่งที่สลับใช้คือ พาสสีพปรีแอมป์ Hattor Audio Ultimate Passive Pre-Amplifier โดยต่อสายสัญญาณ RCA ยาวข้างละ 1.50 เมตร ไดเร็คตรงๆ เข้าช่องรับสัญญาณของ NLE-1 แหล่งโปรแกรมมี DENON DCD 2500ne / NAD M51 DAC / NAD C588 Turntable นานเหลือเกินที่ผมไม่ได้มีโอกาสฟังลำโพงแนวสตูดิโอมอนิเตอร์ระบบแอคทีฟเช่นนี้ และ Harbeth NLE-1 จะเป็นคู่แรกในปี 2026 ดังนั้นอยากให้ได้รายละเอียด และข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจนที่สุด ขอหยิบยกเอาลำโพง Harbeth P3ESR 40th Anniversary เป็นบรรทัดฐาน ด้วยการฟังทบทวนสักสองสามชั่วโมงเพื่อจดจำ เมโมรีคาแรคเตอร์ เสียงในแบบที่เราชื่นชอบให้ขึ้นใจ ก่อนที่จะก้าวไปสู่การทดสอบลำโพงแอคทีฟรุ่นล่าสุดของ Harbeth NLE-1 ที่มีส่วนคล้าย P3ESR มากที่สุดในแง่ของชุดตัวขับเสียง แต่ผนังตู้และชุดครอสโอเวอร์อาจจะต่างออกไป สำหรับการทดสอบฟัง Harbeth NLE-1 นั้นจะใช้วิธีทดสอบสองรูปแบบหลัก 1. การฟังแบบ Nearfield ก็คือนำลำโพงมาตั้งในลักษณะเดียวกับการทำงานในสตูดิโอ ให้ลำโพงมอนิเตอร์คู่นี้อยู่ใกล้ชิดผู้ฟังที่สุด วางลำโพงห่างกันซ้ายขวาจะไม่เกิน 1.10 เมตร และลำโพงอยู่ห่างเราหรือจุดนั่งฟังเพียงครึ่งเมตร เหมือนย้อนกลับไปใช้งานในสตูดิโอเลย (ปรับโหมด DSP โหมด C จะเหมาะที่สุดกับการฟัง Nearfield) 2. และรูปแบบที่สองก็คือ การฟังในแบบออดิโอไฟล์ทั่วไป ใช้วิธีการเซ็ตอัพลำโพงไว้บนขาตั้งสูง 24 นิ้ว ครั้งนี้ผมได้ทดสอบระหว่างขาตั้งไม้ และขาตั้งโลหะด้วย ซึ่งใช้ได้ทั้งสองรูปแบบนะครับ ไม่มีข้อจำกัดเหมือนลำโพง P3ESR ที่กำหนดให้ใช้เฉพาะขาตั้งไม้เท่านั้น คือรวมๆ ผลของการใช้ขาตั้งนั้น เสียงจะไม่ต่างกันมาก บุคลิกเสียงคล้ายกับลำโพงรุ่นปกติอย่างเช่น Harbeth P3ESR แต่ก็แปลกตรงที่ว่าเมื่อใช้กับขาตั้งโลหะผมกลับฟังได้ผลที่ดีกว่าโดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเสียง NLE-1 ได้บุคลิกหลากหลายอารมณ์กว่าลำโพง P3ESR เนื่องจากมีให้ปรับโหมดการฟังได้สามบุคลิกด้วย DSP เช่นที่โหมด A จะเหมาะกับการฟังแบบเซ็ตอัพบนขาตั้ง หรือแนวออดิโอไฟล์ที่สุด แต่ถ้าตั้งห่างผนังห้องมากเบสจางลง อาจจะปรับมาที่โหมด B เพิ่มความถี่ต่ำได้ หรือถ้าวางลำโพงชิดผนังมากก็ปรับมาที่โหมด C ด้านหลังลำโพงจะมีช่องต่อสายไฟ AC มาให้ รวมถึงปุ่มเร่ง-ลดระดับโวลุ่ม และสวิตช์เลือกคาแรคเตอร์เสียงด้วยระบบ DSP ภายในจะกำหนดค่าเอาไว้ 3 ค่า A/B/C สำหรับการปรับค่า ความดังด้วยโวลุ่ม ทางผู้ผลิตแนะนำว่าจะเร่งไว้สุดเลยก็ได้ แล้วไปคอนโทรลระดับเสียงที่ต้นทาง ปรีแอมป์หรือแหล่งโปรแกรมในการทดสอบผมเร่งระดับไว้แค่กึ่งกลาง หรือที่ 12 นาฬิกา คิดว่าเหมาะสมที่สุดในทางปฏิบัติกับการฟังทั้งจากสตรีมมิ่ง ซีดี และแผ่นเสียง แหล่งโปรแกรมหลักสำหรับฟังเพลง จากสตรีมมิ่งด้วยแอป Blue Os เข้าถึงอินเตอร์เน็ตเรดิโอ และ TIDAL Spotify และสลับฟัง CD และเครื่องเล่นแผ่นเสียง เปรียบเสมือนว่า NAD C3050 คือศูนย์กลางการส่งผ่านดนตรีไปขยายเสียงยังลำโพง NLE-1 โดยตรงนั่นเอง ผมขอพูดถึงคุณภาพเสียงโดยรวมและคาแรกเตอร์ที่ได้จากลำโพง NLE-1 ก่อนนะครับ ว่าควรตั้งค่าไว้ที่โหมด A ซึ่งเป็นโหมดหลักที่ผู้ผลิตแนะนำ ถ้าหากเราต้องการได้เสียงที่แฟลตที่สุด และดูเหมือนว่าโหมดนี้ เสียงจะมีคาแรกเตอร์คล้ายการฟัง Harbeth P3ESR มากที่สุดด้วย โดยโหมด A จะให้โทนเสียงที่สะอาดสะอ้าน เสียงกลางหรือเสียงร้องชัดเจน รายละเอียดต่างๆ ดูเหมือนหลุดทะลุมิติออกมาอย่างครบถ้วน ให้เสียงเที่ยงตรงเหมือนต้นแหล่งการบันทึกเสียงของสตูดิโอ ตรงจุดปรับโหมดเลือกเสียง ตรงนี้ถือว่าสำคัญ มันจะทำให้เราเลือกคาแรกเตอร์ของเสียงตามความพึงพอใจ หรือปรับแต่งไปตามความจำเป็นของ Acoustic ห้อง โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงมากนัก ซึ่งขอสรุปดังนี้ A – Natural / Reference ที่ให้โทนสมดุล เป็นกลางที่สุด เป็นการจูนแบบมาตรฐานของโรงงาน เหมาะกับห้องที่อะคูสติกค่อนข้างดี ส่วนตัวผมชอบโหมดนี้มากที่สุด เสียงมีความชัดเจน มีความเป็นธรรมชาติ สมจริง โทนัลบาลานซ์ยอดเยี่ยม (ละม้ายการฟัง P3ESR) B – Warm / Rich โหมดนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักย่านกลาง–ต่ำเล็กน้อย ทำให้เสียงอิ่ม หนานุ่ม ฟังสบาย เหมาะกับห้องที่ค่อนข้างโปร่ง กว้าง หรือมีความจำเป็นในสถานการณ์ที่จะต้องตั้งลำโพงห่างผนังห้องออกมามากกว่าปกติ จนทำให้เบสรู้สึกเบาบาง การปรับตรงนี้อาจจะมีผลที่ดีกับเพลงที่ต้องการน้ำหนักเสียงและแรงกระแทกกระทั้นสนุกสนาน หรือการฟังเพลงในสไตล์ที่ต้องการความอบอุ่นและน้ำหนักเสียงที่มีชีวิตชีวา โหมดนี้ถือว่าเหมาะสมมากเช่นเดียวกัน โดยเหตุที่สวิตช์ปรับโหมด B นั้น ได้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มพลังเสียงต่ำอีกหนึ่งอ็อกเทฟ ดังนั้นประโยชน์ที่ตามมาอีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อฟังในระดับเสียงที่เบาลงมากๆ ก็ยังจะ ช่วยให้ได้เสียงเบสที่ลึกขึ้นโดยไม่เพิ่มความทึบหรือทำให้เสียงหนักเกินไป เหมาะการฟังเพลงในระดับความดังต่ำ แต่ต้องการให้มีรายละเอียดครบถ้วน C – Open / Clear สวิตช์มาตรงนี้ ปลายแหลมเปิดขึ้น โปร่ง รายละเอียดชัด เบสกระชับขึ้นเล็กน้อย เหมาะกับห้องที่มีการซับเสียงมาก หรือเมื่อจำเป็นต้องวางลำโพงใกล้ชิดผนัง แล้วอยากได้โทนสดใสขึ้น ซึ่งบางครั้งผมว่ามันน่าจะเหมาะกับการฟังในลักษณะใกล้ชิด (Nearfield) ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ โหมด A เสียงแฟล็ตเที่ยงตรง, B เสียงอุ่นหนา และ C โปร่ง ชัดกระจ่าง เมื่อทดลองฟังแบบวางลำโพงบนขาตั้ง แล้วเซ็ตอัพแบบออดิโอไฟล์ ใช้โหมดปรับเสียงทั้งสามโหมดนี้ ก็ทำให้เราเหมือนได้ฟังลำโพงที่มีบุคลิกต่างกันเล็กน้อย ถึงสามคู่เลยทีเดียว ยังไม่นับถึงวิธีการฟังโดยถอดเอาแผ่นแบบเฟิลที่ซ้อนด้วยระบบแม่เหล็กออกไป ซึ่งตรงนี้ก็จะให้คาแรกเตอร์ไปอีกแบบหนึ่ง ที่ผมจะขออธิบายผลจากการทดสอบดังต่อไปนี้ แผ่นหน้า (Overlay baffle trim) ยึดด้วยแม่เหล็ก เพลทตัวนี้จะไม่ปิดตัวขับเสียงเลย จึงดูเหมือน “แบบเฟิลซ้อนแบบเฟิล” มากกว่าจะเป็นแค่หน้ากากลำโพง ที่ผู้ผลิตตั้งใจทำมาเพื่อความยืดหยุ่นด้านอะคูสติก แม้ตัวฝาหน้าจะคว้านช่องไว้เป็นแอ่ง ที่ไม่ปิดดอกลำโพง แต่รูปทรงและขอบของแผ่นหน้ามีผลต่อการเลี้ยวเบนของคลื่นเสียง (edge diffraction) รวมถึงการการกระจายเสียง (dispersion) ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องย่านกลาง–แหลมอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ใช่ปิดเอาไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น นี่คือความชาญฉลาด ด้วยการใช้เป็นเครื่องมือไฟน์จูนอะคูสติคแบบถอดได้ และเมื่อปิดเพลทหน้าแบบแม่เหล็กนี้แล้ว ก็จะทำให้เรียบหรูไม่มีรูน็อตให้เห็น เปลี่ยนลุคการมองที่ดูทันสมัยขึ้น ในเชิงทฤษฎี มันช่วยลดไมโครไวเบรชั่นบริเวณหน้าแผงได้อย่างจริงจังเลยทีเดียว จากการทดสอบฟังของผม การถอดออกหรือใส่เข้าไป ในทางปฏิบัติความแตกต่างอาจไม่เปลี่ยนแปลงแบบ “พลิกโลก” แต่สำหรับลำโพงคุณภาพสูงระดับนี้ ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ย่อมมีผลทำให้อิมเมจเสียงนั้นแตกต่างกันได้ สังเกตว่าเมื่อใส่เพลทหน้าลงไปความนิ่งของจุดตำแหน่งดนตรี และเวทีเสียงจะดีขึ้น แต่เมื่อเอาแผ่นครอบออกไป ผลในทางปฏิบัติและทดสอบฟังของผม ได้พบว่าย่านความถี่เสียงร้องจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในย่านความถี่ 2–6 kHz หากถอดแผ่นเพลทแบบเฟิลหน้านี้ออกไป เสียงร้องจะดูเหมือนถอยลึกเข้าไปด้านในเวที เป็นมิติเสียงอีกแบบหนึ่ง ในทางปฏิบัติผมจะถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก ก็ต่อเมื่อนำลำโพง NLE-1 มาวางในตำแหน่งการฟังแบบใกล้ชิดในแบบ Nearfield เท่านั้น แต่ถ้าฟังระยะห่างด้วยการวางลำโพงและเซ็ตบนขาตั้ง ไม่ควรถอดแผ่นเพลทหน้านี้ออก นับเป็นข้อดีของ Active Speaker ระดับไฮเอ็นด์ อย่าง NLE-1 คือลำโพงมีแอมปลิไฟร์ในตัว ซึ่งถูกเลือกมาให้แมตช์ชิ่งตั้งแต่ต้นทาง ย่อมได้คำนวณความเหมาะสมกับไดรเวอร์ดีที่สุด ลดการสูญเสียผิดเพี้ยนจากการใช้สายลำโพง และให้กำลังขับที่เหมาะสมด้วยระบบไบร์-แอมป์ เสียงมีความแม่นยำโดยไม่มีอาการ Phase Shift หรือผิดเฟส Harbeth NLE-1 ยังคงฟังรักษาบุคลิกเสียงแบบธรรมชาติ ฟังเพลงได้อย่างละเอียดไพเราะเฉกเช่นลำโพงพาสซีพของ Harbeth แต่สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือความแม่นยำของเสียง รวมถึงพลังที่เต็มอิ่ม ให้การแยกแยะรายละเอียดดนตรียอดเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถปรับแนวทางการฟังได้หลายหลากอารมณ์ หรือเลือกความกลมกลืนกับอะคูสติคของห้องได้อย่างสมบูรณ์ อาจจะเพราะความแมตช์ชิ่งของแอมป์แบบแยกขับ Bi-Amp ภายในตัวเอง ที่ออกแบบมาจากโรงงาน ผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นลำโพงที่เพอร์เฟ็คในตัวเองโดยไม่ต้องเสี่ยงไปเลือกแอมป์ภายนอกแต่อย่างใด จุดเด่นด้านคุณภาพเสียงโดยรวม เป็นลำโพงมอนิเตอร์แอคทีฟที่ขนาดกะทัดรัด เสียงน่ารักมากๆ ให้ความเป็นธรรมชาติ ราบเรียบ ไม่ตกแต่งมากเกินไป เหมาะกับคนที่ชอบลำโพงที่ถ่ายทอดเสียง “เหมือนจริง” ไม่หวือหวา หรือพร้อมจะอยู่กับความเที่ยงตรงของเสียงในทุกย่านความถี่ ด้วย DSP และแอมป์ Class-D ในตัว ทำให้ควบคุมไดนามิกได้ดีกว่าลำโพง Passive ทั่วไป NLE-1 จึงเป็นก้าวใหม่ของ Harbeth เพื่อตอบโจทย์ New Listening Experience ด้วยเสียงที่แม่นยำและสะอาดขึ้น โดยยังคงปรัชญาการออกแบบเสียงของแบรนด์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง สนนราคาของ Harbeth NLE-1 เพียงคู่ละ 115,000.- บาทเท่านั้น ทุกอย่างเบ็ดเสร็จในตัวเอง ไม่ต้องเพิ่มภาคขยายภายนอก ทำให้เราอาจต้องคิดหนักเลยทีเดียวว่า ถ้าเปรียบเทียบกันโดยจัดเอาลำโพงอย่าง P3ESR ไปแมตช์แอมป์ภายนอกด้วยตัวเราเอง ความเป็นไปได้คือรวมๆ แล้วราคาจะสูงกว่า NLE -1 ตามสมควร ทุกท่านก็คงต้องไปคิดเป็นการบ้านกันดู แบบไหนเหมาะกับการใช้งานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นนักฟังในระดับออดิโอไฟล์ คนทำงานด้านสตูดิโอที่ต้องการยกระดับลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ ให้ก้าวถึงระดับไฮเอ็นด์ Harbeth NLE-1 ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำผู้ฟังเข้าสู่เสียงแบบธรรมชาติอย่างเรียบง่าย แม่นยำ เที่ยงตรง ลดความซับซ้อนในแบบที่เคยชินกันมายาวนาน หากได้ทดลองฟังและใช้งานสักครั้ง คุณจะเข้าใจว่า ทำไม Harbeth เลือกเส้นทางสายใหม่ New Listening Experience นี้ ให้กับวงการเครื่องเสียงครับ Harbeth NLE-1 คู่ละ 115,000.- บาท สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดทดลองฟังได้ที่ Komfortsound อ่อนนุช โทร. 081-457-2200 Sound Box โทร. 089-920-8297 Prestige Hifi CDC โทร. 063-638-4498 Audio Mate โทร. 082-946-6950 Top Sound & Vision CDC โทร. 081-657-3397 HiFi House by Msound โทร. 096-978-7424 HD HiFi พระรามเก้า โทร. 063-236-6193 MAS HIFI โทร. 081-982-0282 HiFi 99 โทร. 081-999-1699 Inter HiFi โทร. 094-124-2732 Audi Home HiFi โทร. 089-028-7117 Piyanas Electric ทุกสาขา Turntable One โทร. 084-814-9011 Arm_Hi-Fi&Pa. โทร. 083-178-2171
Harbeth Monitor 30.3 XD2 เสียงดนตรีในอุดมคติ ลำโพงอังกฤษแท้ๆ ที่ยังคงรักษารากฐานดั้งเดิมและพัฒนาแนวคิดในเชิงปรัชญา “บีบีซีมอนิเตอร์” มาอย่างยาวนานคือ Harbeth ในปัจจุบันโรงงานผลิตลำโพงแห่งนี้ มีคุณอลัน ชอว์ เป็นดีไซน์เนอร์และเจ้าของ มาตั้งแต่ช่วงปี 1986 เป็นต้นมา แต่ถ้าย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดจริงๆ Harbeth ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1977 โดยหัวหน้าวิศวกรในแผนกวิจัยค้นคว้าลำโพงมอนิเตอร์ของ BBC คือ Dudley Harwood ซึ่งการตั้งชื่อบริษัทลำโพงว่า Harbeth นั้น มาจากสองส่วนคือ Har (Harwood) + Beth (Elizabeth) อันเป็นชื่อภรรยาของเขานั่นเอง คุณดัดลี่ย์ ฮาร์วูด คือหนึ่งในทีมออกแบบลำโพงประวัติศาสตร์ BBC Monitor แทบทุกรุ่น รวมถึง LS3/5 A ที่โด่งดังยาวนานที่สุด และทำงานร่วมกับอลัน ชอว์ ด้วยความศรัทธาในแนวคิดของกันและกันมาในช่วงระยะหนึ่ง เมื่อ Dudley Harwood เกษียณ Alan Shaw ซึ่งเป็นวิศวกรหนุ่มด้านอิเล็กทรอนิกส์ และนัก DIY เครื่องเสียงตัวจริง ผู้ชื่นชอบแนวเสียงลำโพงแบบบีบีซีมอนิเตอร์ ก็ได้เข้าซื้อกิจการ Harbeth นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาเป็นทั้งเจ้าของและดีไซน์เนอร์ ผู้กำหนดปรัชญาเสียงทั้งหมดของ Harbeth แม้จะสืบทอดแนวทางของบีบีซี แต่อลัน ชอว์ ก็ไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต สิ่งที่เขาพัฒนาขึ้นมาและได้รับการยกย่องมากที่สุดคือกรวยลำโพง RADIAL ด้วยการวิจัยวัสดุโพลิเมอร์ต่อเนื่องหลายสิบปีเพื่อให้เสียงกลางเป็นธรรมชาติ “แบบเสียงของมนุษย์จริงๆ” พัฒนามาจนถึงขั้นที่เขากล่าวว่า เป็นวัสดุที่ถ่ายทอดเสียงกลางต่ำได้สมบูรณ์เที่ยงตรงที่สุด การพัฒนาของ อลัน ชอว์ อาจจะสวนทางกับแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงไฮเอ็นด์อื่นๆ อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยพูดว่าเทคโนโลยีการผลิตลำโพงอื่นๆ ผิด เพียงแต่เขาต้องการให้ทางเลือกใหม่ โดยล้มเลิกแนว Ultra Rigid และ Exotic Materials คำว่า Ultra Rigid หมายถึงตู้ลำโพงที่ถูกออกแบบให้แข็ง และนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้ ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าตู้ไม่สั่นเสียงจะสะอาดที่สุด ด้วยการเลือกใช้ผนังตู้หนามาก รวมถึงมีโครงยึดโยงภายในจำนวนมาก ทำให้น้ำหนักตู้หลายสิบถึงร้อยกิโล ส่วนคำว่า Exotic Materials หมายถึงวัสดุพิเศษราคาแพง หรือวัสดุอวกาศที่ใช้ทำไดรเวอร์หรือตู้นั่นเอง แต่ Alan Shaw มองต่างออกไป เพราะเขาเชื่อว่าตู้ที่แข็งเกินไป จะ “เก็บพลังงานเสียง” แล้วปล่อยออกมาช้า ผลที่ได้คือ แม้จะได้ทรานเชี้ยนที่ฉับไวแต่เกร็งแข็งง่าย โทนเสียงที่ฟังไปนานๆ อาจจะล้าหู ดังนั้น Harbeth หันมาใช้แนวคิด Controlled Flexibility ผนังตู้บางแต่ควบคุมการสั่นได้สอดคล้องกับตัวไดรเวอร์ นี่เองที่ทำให้ลำโพง Harbeth อาจจะแตกต่างออกไปจากลำโพงไฮเอ็นด์โดยทั่วไป ด้วยการค้นคว้าเสียงที่เป็นธรรมชาติสอดคล้องกับการได้ยินจริงแบบมนุษย์ พร้อมการสร้างเครื่องมือวัดเชิง Computer Modeling ที่แม่นยำ ด้วยการให้ลำโพงส่งผ่าน “เครื่องดนตรีที่มีชีวิต” มากกว่า “เครื่องจักรเสียง” จุดสำคัญมากๆ เปรียบเสมือนหัวใจในระบบลำโพงคือ Harbeth ออกแบบและควบคุม Crossover Network ภายในบริษัททั้งหมด สั่งผลิตอุปกรณ์แบบ Custom-made มีการวัดค่าจริงทีละตัว คัดเกรด แมตช์แพร์เป็นคู่ อลัน ชอว์ กล่าวว่า คนจำนวนมากมักสนใจแค่ไดรเวอร์ แต่เสียงจริงถูกกำหนดโดยครอสโอเวอร์!!! เนื่องจากมีรายละเอียดลึกๆ ที่มีมากมาย ผมจะขออนุญาตนำไปเล่าในคลิป Wijit's Radio Talk ในโอาสต่อๆ ไปทางเพจนะครับ สำหรับการพัฒนาการลำโพงรุ่นใหม่ล่าสุดในซีรีส์ Monitor XD2 ในปี 2026 นี้ นับว่าเป็นจังหวะก้าวกระโดดที่ถือว่า เข้าขั้นอุดมคติเลยทีเดียว ในซีรีส์นี้จะเรียงลำดับรุ่นคือ P3ESR XD2, C7ES3 XD2, M30.3 XD2, SHL5plus XD2, M40.5 XD2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกวางตลาด ยังไม่นับรวมลำโพงแอคทีฟสองรุ่นคือ NLE-1 และ NLE-3 ซึ่งผมจะนำมาทดสอบในลำดับถัดไป ครั้งนี้ผมขอหยิบยกเอา Monitor 30.3 XD2 มาทดสอบฟัง และนำเสนอให้ได้ทราบกันนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมเป็นเจ้าของลำโพง Harbeth Monitor 30.2 รุ่น 40th Anniversary และเคยได้ทดสอบ Monitor 30.2 XD มาก่อนหน้า ดังนั้นพัฒนาการล่าสุดของ Monitor 30.3 XD2 จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า อลัน ชอว์ เขาพัฒนาเสียงให้ก้าวหน้าไปในระดับใด ลำโพง Harbeth Monitor 30.3 XD2 ได้รับการอัปเกรดใช้ไดรเวอร์เทคโนโลยี RADIAL4 ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจาก RADIAL รุ่นก่อนหน้า โดยเทคโนโลยีนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในซีรีส์ XD2 เพื่อยกระดับความใส เคลียร์ และความละเอียดของเสียงให้สูงขึ้นไปอีกขั้น รายละเอียดเทคนิคและการพัฒนาของตัวขับเสียง RADIAL4 ในรุ่น Monitor 30.3 XD2 นี้ Harbeth ได้เปลี่ยนมาใช้ตัวไดรเวอร์ เบส/กลาง ขนาด 200 มิลลิเมตร ที่ผลิตจากวัสดุ RADIAL4 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไดอะแฟรมแบบฉีดขึ้นรูปรุ่นใหม่ล่าสุด ช่วยลดความเพี้ยนและเพิ่มความฉับไวในการตอบสนอง ทำให้เสียงกลางมีความเปิดโปร่งและถ่ายทอดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้แม่นยำกว่าเดิมหลายช่วงตัว มีการอัปเกรดครอสโอเวอร์ โดยปรับปรุงวงจรตัดแบ่งความถี่ Crossoverใหม่ทั้งหมดสำหรับซีรีส์ XD2 เพื่อให้ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ RADIAL4 เป็นไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้การเชื่อมต่อในระหว่างเสียงแหลมและเสียงกลางราบรื่น และให้เวทีเสียงที่มีมิติสมจริงมากขึ้น สำหรับทวีตเตอร์ ยังคงเลือกใช้ซอฟต์โดมทวีตเตอร์ ขนาด 25 มิลิเมตร ที่ระบายความร้อนด้วยสารแม่เหล็กเหลว Ferrofluid ซึ่งสั่งทำพิเศษ (Custom-made) ตามมาตรฐานของ Harbeth เพื่อความทนทานและการตอบสนองความถี่สูงที่นุ่มนวลแต่ละเอียด อย่างไรก็ตามก็ยังคงปรัชญาแนวทางในการใช้ตู้ลำโพงผนังบาง หรือ Thin-Wall Cabinet Designตามแบบฉบับ BBC เพื่อให้ตู้ "หายใจ" และลดการกักเก็บพลังงานส่วนเกินที่อาจไปรบกวนความบริสุทธิ์ของเสียง รุ่นปัจจุบัน Monitor 30.3 XD2 มีน้ำหนักตู้ 11.6 กิโลกรัม เท่ากันกันกับรุ่น Monitor 30.2 XD แสดงถึงความบาง-ความหนาผนังตู้เท่าๆ กัน แต่ทว่าถ้าย้อนกลับไปถึง Harbeth Monitor 30.2 Anniversary จะมีน้ำหนักตู้อยู่ที่ 12.5 กิโลกรัม แสดงถึงอลัน ชอว์ ได้มีการลดความหนาผนังลำโพงลงมาเล็กน้อยตั้งแต่รุ่น XD เป็นต้นมาแล้ว เพื่อผลทางเทคนิคเสียงที่ดียิ่งขึ้น สเปกฯจากโรงงาน : เป็นลำโพงตู้เปิด ขนาด 460 x 277 x 275 มม. ที่ให้ค่าการตอบสนองความถี่ 50Hz – 20kHz ±3dB ค่าความต้านเฉลี่ย 6 โอห์ม มีค่าความไว 85dB / 2.83V / 1m น้ำหนักตู้ 11.6 กก. ต่อข้าง การอัปเกรดเป็น RADIAL4 ในรุ่น XD2 นี้ ทำให้ลำโพงมีความเป็นมอนิเตอร์ที่ทันสมัยขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์เสียงกลางที่เป็นธรรมชาติของ Harbeth ไว้ได้อย่างครบถ้วน Harbeth Monitor 30.3 XD2 ได้รับการพัฒนาให้มีเสียงที่เปิดกว้างและกระจ่างใสมากกว่ารุ่น M30.2 XD เดิมอย่างชัดเจน ผลจากการทดสอบ ผมขออนุญาตให้ความคิดเห็นตามประสบการณ์ ในเรื่องความแตกต่างในคุณภาพเสียงระหว่าง Monitor 30.2 XD และ Monitor 30.3 XD2 แม้ว่าทั้งสองรุ่นจะใช้โครงสร้างตู้แบบ Thin-wall ที่เน้นความกังวานอย่างมีศิลปะ แต่ Monitor 30.3 XD2 กลับให้ความรู้สึกที่ทันสมัยขึ้นในแง่ของเทคนิคมากกว่า เสียงที่เข้าใกล้ความจริงอย่างอิสระมากยิ่งกว่า ในแง่ความโปร่งใสและรายละเอียด : XD2 มีการอัปเกรดครอสโอเวอร์และวัสดุไดรเวอร์เป็น RADIAL4 ทำให้เสียงมีความกระจ่าง (Clarity) และมิติที่ลึกกว่ารุ่นเดิม อีกทั้งในแง่การตอบสนองความถี่สูง พบว่ารุ่น XD2 ช่วยลดปัญหาเสียงกลางที่หนาเกินไป (Mid-bass hump) ในรุ่นก่อนหน้า ทำให้เสียงแหลมดูเปิดและพลิ้วไหวมากขึ้น หากเปรียบเทียบรุ่นครบรอบ 40 ปี หรือ Monitor 30.2 Anniversary รุ่นดังกล่าวยังคงติดในย่านความถี่กลางจะหนาๆ กว่านิดหนึ่ง ความพลิ้วช่วงปลายจะยังไม่เทียมเท่า ความสามารถของรุ่น Monitor 30.3 XD2 ครับ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เมื่อเราได้ยินเสียงครั้งแรกจะรู้สึกประทับใจมาก เพราะให้ความโปร่งและน้ำหนักเบสอิ่ม มีมวล ทรงพลัง กระชับฉับไวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปลายเสียงแหลมซึ่งเปิดสว่าง เสียงพลิ้วสวยงามขึ้นอีกระดับ รวมถึงยังคงควบคุมความเรียบสะอาดของสัญญาณ ในแบบ บีบีซี มอนิเตอร์ได้เป็นอย่างดี และเสียงปิดแบบ “หลุดตู้” ในทันทีที่ฟัง Test Report ผมได้รับ Harbeth Monitor 30.3 XD2 มาพร้อมกับขาตั้งไม้ HiFi Rack Limited โดยในแง่ของตัวตู้ลำโพง ถือว่าตู้สี Silver Willow (หรือ Gray Willow) ดูน่าทึ่งแปลกตา แตกต่างจากลายไม้โทนอุ่นแบบดั้งเดิม เช่น Cherry หรือ Walnut โดยตู้ซิลเวอร์วิลโลว์ แม้จะมีสีโทนเทาเงินเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาลวดลายและสัมผัสของเสี้ยนไม้ธรรมชาติ (Veneer) ที่มีความละเอียดสูง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานฝีมือจาก Harbeth ที่ให้ลุคที่ดูทันสมัยและเรียบหรู เข้ากับการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิลได้อย่างลงตัว ต้องบอกว่าศิลปะการย้อมสีเนื้อไม้ และวางเสี้ยนแนวนอนขวางตัวตู้ เป็นงานฝีมือที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ผิวสี Silver Willow ต้องใช้เทคนิคที่ละเอียดเพื่อให้สีสม่ำเสมอแต่ยังคงคุณสมบัติการเรโซแนนซ์ของตู้ไม้ไว้ได้ แต่กระนั้นไม่ว่าจะเป็นสีผิวใด ทาง Harbeth ก็จะเลือกแผ่นไม้ที่มีลวดลายต่อเนื่อง (Book-matched) เพื่อให้ลำโพงทั้งสองข้างมีลายไม้ที่สมมาตรและสวยงามเหมือนกัน ถือเป็นความประณีตที่หาได้ยากจากลำโพงอื่นๆ ในท้องตลาด ทาง Harbeth ก็ยังคงผลิตผิวตู้สีอื่นๆ ออกมาให้เลือกด้วย เช่น สีวอลนัต โอ๊ค เชอรี่ โรสวูด ซาตินแบล็ค (ดำ) และสี Silver Willow ที่ราคาสูงกว่าสีอื่นๆ เล็กน้อย เรื่องผิวสีลำโพงนั้น มีการสั่งสีใดเข้ามาบ้าง ติดต่อสอบถามได้จาก Sound Box ได้เลยครับ ลำโพงคู่นี้ แนะนำให้วางห่างจากผนังหลังและผนังข้างอย่างน้อย 2 ฟุต เพื่อให้ได้เวทีเสียงที่ดีที่สุดและลดการสะท้อนของเบส ระยะห่างระหว่างลำโพงซ้ายขวาในห้องฟังของผม อยู่ที่ 1.98 เมตร การเซ็ตอัพจุดตำแหน่งลำโพง ให้ขึ้นอยู่กับขนาดห้อง และสภาพอะคูสติกของห้องของแต่ละท่านด้วยนะครับ ชุดทดสอบ ผมจะใช้แอมปลิไฟร์หลักคือ Accuphase E4000 รุ่นท็อปสุด และเครื่องเล่น SACD ของ Accuphase รุ่น DP-570S หลังจากเซ็ตอัพระยะห่างลำโพงได้ลงตัวกับขนาดห้องฟัง ให้ได้รับความสมดุลทุกย่านความถี่แล้ว ก็ได้ทดสอบฟังอย่างจริงจังต่อไป เนื่องจากลำโพงมีการเบิร์นมานานตามสมควรจากทาง Sound Box ผมจึงใช้เวลาการเบิน์นต่อมาอีกไม่นานนัก ทุกอย่างดูลงตัวและสมดุล พร้อมต่อการขับขานสรรพสำเนียงดนตรี เสียงที่ได้ฟังครั้งแรก นับว่าเป็นเสียงที่ยังคงสำเนียง “ลายเซ็นต์” ของ Harbeth เดิมๆ เรียกว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว เรียบง่ายสะอาด เป็นธรรมชาติ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นความกระหายอยากฟังและมุ่งเข้าสู่เสียงดนตรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่ Harbeth Monitor 30.3 XD2 นั้น มีพลังเสียงที่ยิ่งใหญ่ขึ้น โอ่อ่า โอฬาร อิ่มขึ้น รายละเอียดระยิบระยับในช่วงปลายเสียง และความไหล่ลื่นต่อเนื่องของดนตรี ดียิ่งกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัดมากๆ ครับ โดยเฉพาะในเรื่องของเวทีเสียงในแนวกว้างและลึก รวมทั้งเพดานเสียงด้านบนเมื่อฟังจากเพลงประเภทคลาสสิกนับว่าทำได้น่าประทับใจสูงสุดเลยทีเดียว เมื่อผมได้เปรียบเทียบเข้ากับรุ่นฉลองครบรอบ 40 ปี Monitor 30.2 Anniversary แม้สำเนียงมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก แต่ความกว้างของเวทีเสียง รายละเอียดเสียง รวมถึงในแง่ของความไว หรือระดับความดัง Monitor 30.3 XD2 ก็ทำได้ดีกว่า เหมือนดังว่าเป็นลำโพงที่ขับเสียงได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเก่า จุดโดดเด่นที่สุดคือเสียงร้อง เสียงเครื่องดนตรีย่านความถี่มิดเร้นจ์ ก้าวขึ้นมาอีกระดับ ทั้งนี้หากได้ศึกษาเกี่ยวกับตัวขับเสียงรุ่นใหม่ ก็สามารถที่จะเข้าใจได้เลยว่า โครงสร้างทางเทคนิคของเนื้อกรวย Polymer Compound ใหม่ของวูฟเฟอร์ RADIAL4 สามารถลดเบรคอัพ-เรโซเเนนซ์ ในช่วงของย่านความถี่มิดเร้นจ์ได้อย่างยอดเยี่ยม เสียงร้องจึง “นิ่งและสมจริง” มากขึ้น รายละเอียดเสียงในระดับไมโคร ที่ผมมักจะเปรียบเปรยว่า “ความหยุมหยิมระยิบระยับ” ชัดขึ้น กระนั้นก็ไม่สว่างเปิดแบบลำโพงอื่น ที่ให้เสียงเปิดแบบจงใจ และแน่นอนว่าเวทีเสียงหรือซาวนด์สเตจ เปิดกว้างกว่า XD รุ่นเดิม ชนิดฟังออกได้ในครั้งแรกเลยครับ ทำให้ผมเข้าใจแล้วละครับว่าทำไม Alan Shaw ถึงได้ออกมาพูดก่อนหน้านี้ว่า การนำเสนอลำโพงรุ่นใหม่ออกมา ในทุกการพัฒนาก็เหมือนกับการที่เรามีแว่นขยายส่องลงไปดูรายละเอียดที่มากยิ่งขึ้นสำหรับการออกแบบและผลิตลำโพงเพื่อให้เข้าถึงเนื้อเสียงดนตรีที่มีธรรมชาติอย่างแท้จริง หรือการเข้าถึงความจริงมากขึ้นจนถึงอุดมคติ "ใกล้เสียงมนุษย์จริงมากที่สุด" ลำโพง Harbeth Monitor 30.3 XD2 ทำหน้าที่ถ่ายทอดเสียงดนตรีแบบมุ่งตรงสู่ความจริง โดยการทำงาน “เชิงคู่” ผสานกันของตัวขับและผนังตู้แบบบางพอดี โดยตู้ลำโพง Thin-wall damped เป็นแนวทางการออกแบบเฉพาะ ที่ช่วยลดการก้องสะท้อนภายใน โดยการทำให้มันสั่นพ้องไปกับตัวขับเสียง เสียงแต่ละย่านความถี่ที่สั่นสะเทือนไปพร้อมกับเสียงเพลงจึงอิสระเป็นเสียงผ่อนคลายแบบธรรมชาติ เสียงร้องจากศิบปินคนโปรดของผม จากอัลบั้มเพลงร้องแบบออดิโอไฟล์ ถึงอัลบั้มคอมเมอร์เชียลทั่วไป ฟังแล้วมีทั้งความชัดเจนและผ่อนคลายดังหนึ่งศิลปินปรากฏตรงหน้าเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ Harbeth Monitor 30.3 XD2 แตกต่างมากจากลำโพงในตลาดทั่วไปคือเสียงกลางเป็นธรรมชาติสวยงาม และเป็นไปในแบบที่อลัน ชอว์ เชื่อมั่นว่า เสียงกลางของลำโพงที่ดีจะต้องแม่นยำที่สุดเท่านั้น การยึดหลักผนังตู้บาง กับจังหวะของการสั่นพ้องที่เสริมซึ่งกันและกันระหว่างตัวขับเสียงและผนังตู้ เป็นผลให้ทาง Harbeth ต้องระบุถึงการใช้ขาตั้งไม้เท่านั้น เพื่อให้ทุกเสียงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ ด้วยการดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากตู้ลำโพงโดยตรงและสลายพลังงานลงสู่พื้นอย่างเหมาะสม เสียงของ Harbeth Monitor 30.3 XD2 ที่ผมสัมผัสได้ตลอดการทดสอบฟัง ก็คือความเป็นธรรมชาติของเนื้อเสียงที่ละเอียดอ่อนเหมือน กับลำโพงคู่นี้เป็นเครื่องดนตรี Acoustic ชิ้นหนึ่ง ซึ่งมันจะอาศัยการทำงานของพลังเสียงจากไดรเวอร์และตัวตู้อย่างสอดคล้องต้องกันอย่างน่าทึ่ง คล้ายดังตัวถังของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายอย่างไวโอลิน ที่เราจะได้ยินเสียงของเส้นสายมาพร้อมการสั่นทางอคูสติคเชิงกลของผนังกล่องในเคสของไวโอลินนั่นเองครับ เสน่ห์ของ Harbeth Monitor 30.3 XD2 คือลำโพงที่ให้ความสุขในการฟังและการเข้าถึงธรรมชาติโดยไม่ย้อนแย้ง โดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับลำโพงประเภทอคูสติคด้วยแล้ว จะรู้สึกได้ว่าลำโพงคู่นี้คือคำตอบที่ทำให้คุณแนบชิดสนิทกับดนตรีเป็นธรรมชาติได้อย่างถึงที่สุด Harbeth Monitor 30.3 XD2 ฟังเพลงได้หลากหลายสไตล์ ด้วยพลังหนักแน่น เปิดโปร่ง สะอาดสะอ้าน เป็นลำโพงในระดับไฮเอ็นด์ที่เพียงไม่กี่คู่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ฟังแล้วเราจะรักในเสียงดนตรี เราจะรักในลำโพงมากกว่าแค่การได้ยินเสียงที่งดงามสมจริงของมัน Harbeth Monitor 30.3 XD2 ให้เสียงร้อง “นิ่งและสมจริง” มากขึ้น เข้าถึงรายละเอียดเสียงระดับ “ไมโครดีเทล” ดีเยี่ยม โดยยังคงให้ความผ่อนคลาย สำเนียงที่เป็นธรรมชาติ และมีความสุขตลอดช่วงเวลาในการฟัง นี่คือลำโพงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นส่วนผสมผสานของเทคโนโลยีและศิลปะชั้นสูง ที่พาเราเดินมาจนถึงจุดอุดมคติในที่สุดครับ Harbeth Monitor 30.3 XD2 (สี Oak) ราคา 209,000.- บาท Harbeth Monitor 30.3 XD2 (สี Silver Willow) ราคา 215,000.- บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Sound Box ชั้น 3 ฟอร์จูน ทาวน์ โทร. 089-920-8297
The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เทคนิคการเซ็ตอัพ และปรับค่าซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง 2 แชนแนล บทความตอนนี้ จะกล่าวถึงหลักปฏิบัติซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผม ในการปรับตำแหน่ง และเซ็ตค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ โดยขอแบ่งแยกรูปแบบตู้ซับดังต่อไปนี้ 1. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกด้านหน้า (ทั้งมีท่อพอร์ต และตู้ปิดทึบ) 2. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง (down firing) 3. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงลงพื้นด้านล่าง หรือออกด้านหน้า แต่มีแพสสีพเรดิเอเตอร์ยิงเสียงออกซ้าย-ขวา (two ways) 4. ตู้ซับวูฟเฟอร์แบบตัวขับยิงเสียงออกสองด้าน (two ways) ด้วยการออกแบบในเทคนิคที่แตกต่างเหล่านี้ การเซ็ตตำแหน่งที่วางตู้ซับ ก็จะต้องหาวิธีมีความเหมาะสม และให้ความลงตัวที่แตกต่างกันไป ตำแหน่งที่ SET UP สำหรับท่านที่ต้องการเซ็ตเอง แบบค่อยๆ เรียนรู้ และหาจุดตำแหน่งที่เหมาะสมคือ ในภาพ FIG 1 เซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา ให้เลือกตำแหน่งในแบบ “โอบล้อมลำโพงหลัก” โดยเลือกในแต่ละทิศทาง ได้ทั้ง หน้า-หลัง-ซ้าย-ขวา วางห่างลำโพงหลัก ณ. ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ให้เป็นเงาซ้อน ห่างลำโพงหลักประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จุดใดเหมาะสมที่สุด เลือกจุดนั้นครับ การเซ็ตแบบนี้ จะยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเหมาะกับห้องขนาดเล็ก 12 ตารางเมตร จนถึงห้องขนาด 35-40 ตารางเมตร ในภาพ FIG 2 คือเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ แบบสเตอริโอ สองตู้ ซ้ายขวา โดยวางเป็นมุมเฉียง 45 องศา จากลำโพงหลัก ระยะห่างเริ่มที่หนึ่งฟุตเป็นต้นไปเช่นกัน นี่อาจจะเหมาะกับขนาดห้องที่มีบริเวณกว้างลึกเกิน 15-20 ตารางเมตร ขึ้นไป ในภาพ FIG 3 คือการใช้ซับวูฟเฟอร์ตู้เดียว ด้วยการวางตรงกึ่งกลางระหว่างระนาบเดียวกับลำโพงซ้ายขวา โดยถอยหลังลึกเข้าไปจากระนาบ ห่างหรือชิดผนังแค่ไหน ให้เริ่มทดลองดู ขยับทีละตำแหน่ง ทีละเล็กน้อย หาตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด การใช้ซับวูฟเฟอร์ตัวเดียวนั้นอาจจะเซ็ตได้ไม่ยากนักก็จริง แต่ทั้งคุณภาพและปริมาณความถี่ต่ำจะต้องเกลี่ยให้กลมกลืนกับระบบซิสเต็มลำโพงหลัก มิฉะนั้นมันจะทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่ความถี่ต่ำตกกระทบเป็น “ระดับเสียงดังมากกว่าลำโพงหลัก” นั้น เป็นตัวต้นเหตุทำให้รบกวนความถี่อื่นให้จมหายไป ในกรณีลำโพงซับวูฟเฟอร์ ที่มีการยิงเสียงสองทิศทางไปด้านซ้าย-ขวา หรือซับวูฟเฟอร์ที่ยิงเสียงลงพื้น (down firing) จะทำให้เซ็ตเสียงได้กลมกลืนง่ายกว่า ตู้ซับแบบยิงมาด้านหน้าโดยตรง อีกทั้งจะทำให้เสียงต่ำกินบริเวณกว้างลึกได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากจุดประสงค์ในการเซ็ตอัพ ซับวูฟเฟอร์ ก็คือทำอย่างไรก็ได้ ให้เพิ่มปริมาณ และคุณภาพความถี่ต่ำ “กลมกลืน” ในปริมาณที่ “พอดี” หรือมีสเกลสัดส่วนย่านความถี่ต่ำใกล้เคียงกับความถี่กลางแหลมของลำโพงเมนหลัก ซ้าย ขวา ซับวูฟเฟอร์ ไม่ควรที่จะปรับให้มีปริมาณเสียงดัง ความถี่กระทุ้งกระแทก แล้วระบุจุดตำแหน่งที่ตั้งหรือตัวตนของมันเอง ว่าอยู่ ณ.ตรงจุดใด อันนั้นถือว่าเป็นการเซ็ตอัพที่ไม่ถูกต้อง ต่อจากนี้ คือการปรับค่าหลักๆ 3 ค่าที่สำคัญ ในตู้ซับวูฟเฟอร์ครับ ปุ่มปรับระดับความดัง Level หรือ Volume ปุ่มปรับจุดตัดความถี่ Crossover Network ปุ่มปรับ Phase 0-180 องศา หลักการเบื้องต้นโดยทั่วไปก็คือ จะต้องปรับปุ่มของระดับความดัง Level หรือ Volume ให้อยู่ในระดับ 10.00 ถึง 12:00 น. (กึ่งกลาง) โดยประมาณ เพราะที่ระดับความดังขนาดนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการปรับ ลด หรือเพิ่มอีกเล็กน้อย ของระดับเสียงซัพวูฟเฟอร์โดยทั่วไป การปรับระดับความดัง Level หรือ Volume จะต้องทำควบคู่กับจุดตัดความถี่ครอสโอเวอร์เสมอ ให้เลือกจุดตัดความถี่ที่ต่ำที่สุดของซับวูฟเฟอร์ ตู้นั้นๆ เอาไว้ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น40 หรือ 50Hz ย่านความถี่จุดตัดยิ่งสูง อัตราเสียงต่ำจะกระแทกกระทั้นมากขึ้น ดังนั้นจงหาจุดที่สมดุลกับความถี่ต่ำของลำโพงเมนหลักให้ได้ แนะนำว่า ไม่ควรจะเลือกตัด ความถี่ครอสโอเวอร์สูงเกิน 100 เฮิร์ตซ์ โดยไม่จำเป็น เพราะส่วนมากแล้วจุดตัดสูงๆ จะทำให้เสียงเบสโด่งนำหน้าความถี่อื่น ความถี่จุดตัดจะต้องปรับคู่กับ Volume อยู่เสมอ และต้องปรับทีละเล็กทีละน้อยอย่างละเอียดที่สุด ก็เพราะว่า ตรงจุดครอสโอเวอร์นี้ จะทำให้รอยเชื่อมต่อของความถี่ต่ำ ระหว่างลำโพงเมนหลัก กับความถี่ต่ำจากตู้ซับวูฟเฟอร์นั้นสามารถกลมกลืนกันได้ เมื่อปรับค่าของซับวูฟเฟอร์ ได้ค่อนข้างกลมกลืนแล้ว (หรือมีปัญหาว่าเบสบางส่วนยังคงเดินช้ากว่าเสียงกลางแหลม) ให้ลองปรับค่าที่ Phase 0-180 ดู เป็นลำดับสุดท้าย ไม่ควรปรับค่าเฟสไปทางเฟสลบ -180 องศา ในระหว่างจูน Volume และ Crossover แต่ให้ปรับดู หลังจากปรับค่าทุกอย่าง และให้เสียงได้ลงตัวแล้ว ปุ่มปรับค่าเฟสนี้ ซับบางตู้ อาจจะเป็นสวิตช์ เลือก บวก 0 และ ลบ 180 องศา แต่ ซับวูฟเฟอร์ราคาสูงๆ มักจะเป็นปุ่มเกนโวลุ่ม ให้เราเลือกค่าเฟสแปรผันไปทีละน้อยได้ ยังมีอีก 2 เทคนิค สำหรับการเสริมตู้ซับเข้าไปในระบบฟังเพลง ซึ่งเป็นวิธีการของงาน Professional เมื่อนานมาแล้ว เหมาะกับห้องฟังเพลงที่มีขนาดใหญ่ และเสียงเบสเบาบางเกินไป ก็สามารถใช้วิธีดังกล่าวนี้ได้ 1. Inverted Stack Cardioid วางตู้ซับวูฟเฟอร์ ซ้อนกันสองถึงสามตู้ต่อแชนแนล อาจจะมีการวางยิงเสียงมาด้านหน้าทุกตู้ หรือสลับบางตู้ยิงมาด้านหน้า บางตู้ยิงไปด้านหลัง แล้วแต่การ คำนวณค่า หรือเซ็ตอัพ จะทำให้ได้มิติของเสียงเบสและความกว้างลึกของเสียงต่ำสมบูรณ์มากขึ้น การวางตู้ทับซ้อนขึ้นไป ช่วยให้เปลืองพื้นที่น้อยที่สุดภายในห้อง สิ่งสำคัญก็คือตู้ซับจะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้วางซ้อนกันได้ ไม่ควรนำตู้ซับวูฟเฟอร์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการนี้มาวางซ้อนกันนะครับ 2. End Fire Cardioid เป็นอีกเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเทคนิคการวางตู้ซับวูฟเฟอร์ซึ่งในกรณีนี้ มีอยู่หลายวิธี ทั้งการวางตู้หน้า-หลัง ในลักษณะเฟสบวกหรือการวางชิดกันสามตู้ โดยมีการยิงเสียงต่างทิศทางกัน ต้องมีการคำนวณการเว้นระยะห่าง เพื่อการคอนโทรลความถี่ต่ำ อันเนื่องมาจากบางครั้งมีปัญหาการรบกวน มีการเลี้ยวเบนของเสียงต่ำที่กระจัดกระจาย ออกรอบทิศทาง หรือการทับซ้อนกันเองของความถี่ต่ำ ซึ่งวิธีนี้ จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเซ็ตอัพ โดยเฉพาะครับ บทสรุปคือการเล่นเครื่องเสียงย่อมมีหลายวิธีการและการเสริมตู้ซับวูฟเฟอร์เข้าไปนั้น ถ้าเราใช้เทคนิคที่ถูกต้องก็จะทำให้ความถี่ต่ำนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยให้ยึดหลักที่ว่า หากระบบเสียงภายในห้องนั้นยังขาดความสมบูรณ์ที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง เราก็สามารถเสริมเข้าไปได้ โดยคำนึงถึงเรื่องโทนัล บาลานซ์ และสเกลของความถี่เป็นสำคัญครับ
The Light of Audiophile ตอนที่ 6 การเสริมระบบซับวูฟเฟอร์ ในการฟังเพลง การเสริมซับวูฟเฟอร์ในระบบฟังเพลง 2 แชนแนลนั้น มาจากเหตุผลที่ว่า ถ้าซิสเต็มในระบบฟังเพลงของเรา เสียงต่ำบาง เบสขาดสเกลเสียง อันเนื่องจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของลำโพงเสียงต่ำ Woofer ไปได้ไม่ถึงจริงๆ เพราะขนาดลำโพงเล็กเกินไป เช่น ลำโพงวางขาตั้งที่มีขนาดวูฟเฟอร์ เพียง 4-8 นิ้ว ที่ไม่อาจจะให้ทั้งปริมาณ และคุณภาพเสียงต่ำที่สมจริง (โดยไม่บีบเค้น) นั้นได้ หรือต่อให้เราใช้ลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่พอสมควร แต่เนื่องจากขนาดของห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เบสที่ควรจะได้จากลำโพง 2 ตู้ ก็ยังรู้สึกด้อยกว่าเสียงกลางแหลม ไม่สามารถที่จะเซ็ตอัพให้ได้คุณภาพเสียงต่ำที่สมบูรณ์ได้ คำตอบก็อาจจะต้องมาอยู่ที่การเสริม Sub-Woofer ครับ ช่วงปี 2542 ผมได้ให้คำปรึกษาด้านระบบเสียงให้ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งชีวิตส่วนตัวท่าน เป็นคนเล่นเครื่องเสียง ในแบบอนาล็อก ฟังเพลง Classical ที่บรรเลงด้วยวงออเคสตร้าเป็นหลัก ที่สุดท่านได้ตัดสินใจซื้อลำโพงรุ่นท็อป ตู้ขนาดสูงท่วมบ้าน ขนาดวูฟเฟอร์ 12 นิ้ว สองตัวต่อตู้ มาฟังเพลงที่ชื่นชอบ แต่ก็ปรารภกับผมตลอดว่า เสียงของกีต้าร์เบส ดับเบิ้ลเบส กลองทิมปานี ขาดน้ำหนัก เบาบางไป ถ้าฟังในระดับเบาๆ แบบแบ็คกราวนด์มิวสิกนี่แทบไม่เหลือให้สัมผัสอรรถรสดนตรีช่วงความถี่ต่ำเลย ผมตัดสินใจจัดเอา Active Sub-Woofer ที่มีขนาดไดรเวอร์ 12 นิ้ว และ Sub Bass Radiator ขนาด 15 นิ้ว มาเพิ่มสองตู้ ซ้ายขวา โดยหาวิธีต่อจากปรีเอาท์ของปรีแอมป์ชุดที่ 2 และเซ็ตอัพหาความบาลานซ์เพื่อให้เกิดสมดุล ของความถี่ต่ำกับย่านกลางแหลมให้ลงตัว ต้องเข้าใจว่า เกือบสามสิบปีที่แล้ว แอคทีฟซับวูฟเฟอร์ยังมีความเฉื่อยของเสียงต่ำอยู่บ้าง ไม่เหมือนแอคทีฟซับวูฟเฟอร์สมัยนี้ ที่ดีไซน์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย กรวยลำโพงใช้วัสดุที่ดี ให้การสนองตอบฉับไว เท่าทันความถี่กลางแหลม สำหรับซับแอคทีฟยุคเก่า ผมจึงต้องกำหนดจุดตั้ง และเซ็ตอัพอยู่ 2-3 ครั้ง จึงลงตัวในที่สุด ท่านเจ้าของซิสเต็มบอกว่า ได้เสียงที่ลงตัวประทับใจ ให้ประสบการณ์ใกล้เคียงในคอนเสิร์ตฮอลล์ จึงมีความสุขมาก ถือว่าแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ มาย้อนดูช่วงเวลาของการออกแบบซับวูฟเฟอร์ ที่น่าสนใจกัน ช่วงปี 1982 บริษัทนิปปอน กักกิ หรือยามาฮ่า ตัดสินใจออกแบบแอคทีฟ ซับวูฟเฟอร์ตัวแรก นั่นคือ NS-W1 โดยมีขนาดตู้ 50 ลิตร มีแอมป์ขับในตัว 45 วัตต์โมโน ที่ 6 โอห์ม แม้ไดรเวอร์จะมีขนาดเพียง 10 นิ้ว แต่ดีไซน์เนอร์อธิบายว่า ตัวขับเสียงถูกออกแบบให้ครอบคลุม ตอบสนองความถี่ต่ำเฉพาะ จึงต่างไปจาก Woofer ทั่วไป มีความสามารถแสดงผลความถี่ต่ำลงลึกได้ถึง 20Hz ในเวลาเดียวกันนั้น ทาง Bose และ M&K แห่งอเมริกา เป็นรายแรกๆ ที่ออกแบบลำโพงเมนหลักกลางแหลมแยกส่วนออกจาก Sub-Woofer แบบแพสสีพ ซึ่ง M&K ใช้ชื่อระบบว่า Sub-Satellite เป็นการแก้ปัญหาขาดความถี่ต่ำ ประการหนึ่ง และให้ความสะดวกในการจัดวางภายในห้องขนาดย่อมๆ จากนั้นมีบริษัทเครื่องเสียงบางแห่ง อาทิ Dave Hall เปิดตัว Velodyne Acoustics ในปี 1983 เพื่อเน้นผลิตซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะ เทคโนโลยีล้ำสมัยของ Velodyne คือระบบเซอร์โวคอนโทรล ระบบนี้ จะนำเอาปฏิบัติการดิจิตอลช่วยรายงานจากสถานการณ์ใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมมิให้ซับวูฟเฟอร์ส่งเสียงผิดเพี้ยน (Digital High Gain Servo Control) มีระบบอีควอไลเซอร์ EQ Plus ที่จะทำให้สามารถปรับซับวูฟเฟอร์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคล และห้องต่างๆ อย่างเหมาะสม บริษัท Sunfire เคยออกแบบซับวูฟเฟอร์ที่เน้นให้มีขนาดเล็กมากๆ แต่มีพลังขับอย่างชนิดสั่นสะเทือนห้อง ซึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น พ่อมดอิเล็คทรอนิกส์ บ๊อบ คาร์เวอร์ มีส่วนในการออกแบบภาคขยายคลาส T ขนาดเล็กแต่กำลังขับสูงที่สุดในโลก บรรจุลงไปในตู้ซับวูฟเฟอร์ บริษัท Rel Acoustics เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่เน้นการผลิตซับวูฟเฟอร์คุณภาพสูง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความพยายามที่จะทำให้เสียงต่ำมีมิติที่สมบูรณ์ ในระบบโฮมออดิโอ ย้อนคืนไปสู่รสชาติของการแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์ บริษัท KEF แห่งอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นบริษัทลำโพงอนุรักษ์นิยม ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดในระดับโลกได้ออกแบบแอคทีฟซับวูฟเฟอร์ ออกมาหลายรุ่น อาทิ REFERENCE 8b ที่ใช้ตัวขับ 9 นิ้ว พร้อมแอมป์คลาส D กำลังขับ 500 วัตต์ x 2 ซับวูฟเฟอร์ รุ่น KC62 ที่มีขนาดกะทัดรัดที่สุด รวมถึงรุ่นใหม่ KC92 ที่มีขนาดกลางๆ ตัวขับ9 นิ้วและแอมป์คลาส D 1000 วัตต์!!! ในแง่ของการใช้ Sub-Woofer กับระบบฟังเพลงในบ้าน ผมไม่เห็นว่าจะเป็นสิ่งผิดแปลกพิสดาร หรือย้อนแย้งอะไร ตราบเท่าที่ผู้ฟังยังรู้สึกว่า เสียงต่ำมีสเกลเสียงที่เบาบาง ไม่เต็มที่เหมือนความถี่กลางแหลม เราก็สามารถเพิ่มเข้าไปได้ แต่… ต้องเพิ่ม เสริมลงไปอย่างเหมาะสม และเข้าใจเรื่องของการเซ็ตอัพ สี่ประการ ที่สำคัญยิ่ง คือ 1. สถานที่วาง และจำนวนของตู้ซับวูฟเฟอร์ 2. การปรับค่าจุดตัดครอสโอเวอร์ 3. การปรับระดับความดัง Level 4. การปรับ Phase ในตอนถัดไป The Light of Audiophile ตอนที่ 7 เราจะมาพิเคราะห์ เรื่องเทคนิคเบื้องต้นในการเซ็ตอัพ ปรับค่าแอคทีฟซับวูฟเฟอร์กันครับ
JBL SUMMIT SERIES ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT MAKALU ลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิงรุ่นท็อปสุดในซีรีย์ ดีไซน์ลำโพง 3 ทาง ใช้ไดร์เวอร์ 12 นิ้ว (300 มิลลิเมตร) ในชื่อ SUMMIT MAKALU เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์ SUMMIT ที่ถูกออกแบบและผลิตเพื่อตอบสนองนักฟังผู้รักและหลงใหลในทุกมิติของเสียงดนตรี มาคาลู (MAKALU) เป็นชื่อของยอดเขาที่สูงเป็นลำดับที่ 5 ของโลก และอยู่ห่างจากยอดเขาเอเวอเรสต์ 19 กิโลเมตร ด้วยรูปทรงที่สวยงามเช่น พีระมิด เป็นเป้าหมายสำคัญที่ท้าทายสำหรับนักไต่เขาจากทั่วโลก JBL จึงเลือกนำมาเป็นชื่อของลำโพงเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในงานมิวนิกไฮเอนด์ 2025 SUMMIT MAKALU เป็นลำโพง 3 ทาง ตั้งพื้นขนาดใหญ่ มีเบสไดรเวอร์ขับเสียงต่ำขนาด 12 นิ้ว ใช้มิดเรนจ์ขนาด 8 นิ้ว ทำงานร่วมกับไดรเวอร์ขับเสียงแหลมขนาด 3 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL พร้อมกรวยฮอร์นขนาดใหญ่ ไดรเวอร์นี้คือ D2830K dual-diaphragm และ dual-motor compression ส่วนที่เป็นไดรเวอร์หลักของ SUMMIT MAKALU คือ ไดรเวอร์มิดเบส โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และวูฟเฟอร์เบส โครงโลหะหล่อขนาด 12 นิ้ว ความพิเศษของไดรเวอร์คู่นี้คือ การใช้กรวยไดรเวอร์ 3 เลเยอร์ Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) งานดีไซน์ล้ำยุคที่ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยไฮบริดนี้ถูกออกแบบเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่แข็งแกร่ง น้ำหนักเบาตามสเปค และเป็นปัจจัยหลักในการขับเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีความผิดเพี้ยนน้อยที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่งในการแบ่งแยกสัญญาณความถี่ไปยังไดรเวอร์แต่ละตัวใน SUMMIT MAKALU คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมาของ JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมากแทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่แบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทำงานด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ทำให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ครบถ้วน ขับขานพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มได้นามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีใสกระจ่างโดยไม่มีความผิดเพี้ยน JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และชิ้นส่วนครอสโอเวอร์ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ตู้ลำโพงก็ผ่านการออกแบบอย่างพิถีพิถันและผลิตด้วยงานวิศวกรรมชั้นยอดเพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียงเพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงสวยงามระดับงานผีมือ มีให้เลือกทั้งแบบสีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบสีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงาวับ ประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT MAKALU วางอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางอย่างมั่นคงบนพื้นห้อง ผลที่ได้ก็คือ เสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างใสกระจ่าง แม่นยำ เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT PUMORI ลำโพง SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงตั้งพื้นระดับอ้างอิง ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังดนตรีผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างจริงจัง สำหรับลำโพงในกลุ่มที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 10 นิ้ว (250 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT PUMORI เป็นลำโพงรุ่นเรือธงในซีรีส์นี้ ซึ่ง JBL ภูมิใจนำเสนอ การเลือกชื่อ พูโมริ (Pumori) มาเป็นชื่อลำโพงเรือธงรุ่นนี้ก็เพราะ พูโมริเป็นยอดเขาที่สูงถึง 7,161 เมตร อยู่ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ จนได้รับการขนานนามว่า “บุตรสาวของเอเวอเรสต์” และเป็นยอดเขาที่นักไต่เขานิยมมาฝึกซ้อมความชำนาญและความมั่นใจ ก่อนการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ SUMMIT PUMORI ติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยทำงานร่วมกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อถ่ายทอดเสียงความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT PUMORI คือ มิดเบสโครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว และ วูฟเฟอร์โครงโลหะหล่อขนาด 10 นิ้ว ไดรเวอร์ทั้งสองตัวนี้เลือกใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) เป็นงานออกแบบล้ำยุค ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ และเยื่อกระดาษพิเศษประกบกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT PUMORI คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง เพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยไม่มีความผิดเพี้ยน ตัวตู้สวยหรูงามสง่า เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT PUMORI วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด ลำโพง JBL รุ่น SUMMIT AMA ลำโพง SUMMIT AMA เป็นลำโพง Bookshelf ประเภทสองทาง คุณภาพระดับอ้างอิง ผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองนักฟังผู้หลงใหลในเสียงดนตรีอย่างแท้จริง สำหรับลำโพงในซีรีส์ซัมมิทที่ใช้ไดรเวอร์ขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ก็ต้องถือว่า SUMMIT AMA เป็นลำโพงรุ่นเรือธงที่ JBL ภูมิใจนำเสนอ ชื่อ อามา (Ama) มาจากยอดเขาชื่อว่า Ama Dablam แปลว่า “สร้อยคอของแม่” ยอดเขาอามามีความสูง 6,812 เมตร อยู่ด้านตะวันออกของเอเวอเรสต์เบสแคมป์ รูปทรงของยอดเขานี้โดดเด่นมีเอกลักษณ์ จึงถูกนำมาเป็นชื่อรุ่นของลำโพงขนาดวางหิ้งคุณภาพสูงเยี่ยมของ JBL SUMMIT AMA ถูกติดตั้งด้วยไดรเวอร์แบบ dual-diaphragm และ dual-motor compression รุ่น D2815K ขนาด 1.5 นิ้ว อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ JBL โดยจับคู่ทำงานกับ Horn ขนาดใหญ่ Sonoglass® High-Definition Imaging (HDI™) เพื่อขับขานเสียงในย่านความถี่สูง ส่วนไดรเวอร์หลักของ SUMMIT AMA คือ ไดรเวอร์โครงโลหะหล่อขนาด 8 นิ้ว (200 มิลลิเมตร) ไดรเวอร์นี้ถูกออกแบบให้ใช้กรวยไดอะแฟรมแบบ triple-layer ซึ่งเป็น Hybrid Carbon Cellulose Composite Cone (HC4) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ใช้แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์และเยื่อกระดาษชนิดพิเศษ ประกบเข้าด้วยกัน โดยมีแกนกลางเป็น closed-cell foam กรวยแบบไฮบริดนี้ ถูกออกแบบคิดค้นเพื่อให้ได้กรวยไดรเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ลำโพงขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง โดยมีค่าความผิดเพี้ยนต่ำที่สุด อุปกรณ์ที่มีความสำคัญยิ่ง สำหรับแบ่งแยกความถี่แต่ละช่องไปยังไดรเวอร์ในลำโพง SUMMIT AMA คือ ครอสโอเวอร์เน็ตเวิร์ก MultiCap™ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งแบบ single-wire และ bi-amp/bi-wire ในวงจรที่กล่าวมา JBL เลือกใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเล็กจำนวนมาก แทนการใช้คาปาซิเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนน้อยแบบเดิมๆ ผลที่ได้คือ สามารถลดค่า ESR (Electrostatic Resistance) และทำให้ไดรเวอร์ทุกตัวทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงขึ้น งานออกแบบทั้งหมดนี้ช่วยให้ไดรเวอร์แต่ละตัวได้รับสัญญาณความถี่ที่ครบถ้วน สามารถขับพลังเสียงได้เต็มกำลัง ช่วยเพิ่มไดนามิคของเสียง ให้เสียงดนตรีที่ใสกระจ่างคมชัด โดยปราศจากความผิดเพี้ยน ตัวตู้งานประณีตสง่างามระดับไฮเอ้นด์ เพราะ JBL มิได้มุ่งเน้นเฉพาะการออกแบบไดรเวอร์และระบบครอสโอเวอร์ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ แต่ก็ยังออกแบบตู้ลำโพงอย่างพิถีพิถัน และผลิตด้วยงานวิศวกรรมอันสุดยอด เพื่อผลทางอคูสติกที่ดีที่สุด ภายในตัวตู้มีการเสริมโครงสร้างให้แข็งแกร่ง ผนังตู้ด้านในมีส่วนโค้งเว้า และบุด้วยวัสดุซับเสียง เพื่อลดการสั่นค้างของคลื่นความถี่ในตัวตู้ ตู้ลำโพงทำสีสวยงามระดับงานฝีมือ มีให้เลือกทั้งแบบตู้สีดำเปียโนเงาวับ พร้อมสัญลักษณ์ยอดเขาสีแพลตตินัม และแบบตู้สีน้ำตาลไม้ Ebony ทำสีเงางามประดับสัญลักษณ์ยอดเขา (Summit) สีทอง ตู้ลำโพง SUMMIT AMA วางตัวอยู่บนฐาน IsoAcoustic® ซึ่ง JBL ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อแยกความสั่นสะเทือนอันอาจเกิดขึ้นขณะไดรเวอร์ขับพลังเสียง เพื่อให้ตู้ลำโพงวางตัวอย่างมั่นคงบนพื้นที่รองรับ ผลที่ได้คือเสียงเบสที่กระชับทุ้มลึก ให้เวทีเสียงที่กว้างสมจริง และแจกแจงตำแหน่งของเครื่องดนตรีอย่างแจ่มชัด เหมือนการฟังดนตรีแสดงสด สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพง JBL Summit Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020
Mark Levinson 600 Series ปรีแอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 626 เปิดตัวอย่างหรูหราและสวยสง่า ด้วยปรัชญาการออกแบบ Tectonic และไฟหน้าจอสีแดงอันเป็นเสมือนลายเซ็นของ Mark Levinson งานดีไซน์ล้ำอนาคต ซึ่งยังคงยึดถือแนวทางรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่สร้างสมชื่อเสียงมานาน โดดเด่นด้วยความงามของไฟและความหรูเงางามของกระจกหน้าจอ ไม่เพียงความสวยงามของตัวเครื่องภายนอก แต่ทุกระบบภายในถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน วงจรอนาล็อคแบบ Pure Path และวงจรดิจิตอลที่ออกแบบให้เป็นอิสระ เพื่อให้เสียงดนตรีอันบริสุทธิ์ในทุกรายละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์ในการฟังอันรื่นรมย์อย่างที่สุด โดยเฉพาะภาคดิจิตอลออดิโอที่ใช้อุปกรณ์ DAC รุ่น Precision Link III ซึ่งรองรับดิจิตอลอินพุตถึง 6 ชุด สามารถลดเสียงรบกวนและให้คุณภาพเสียงจากสัญญาณดิจิตอล ด้วยรายละเอียดสูงถึง 32-bit / 384kHz โดยมีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended Mark levinson No 626 เป็นปรีแอมปลิไฟเออร์แบบ dual-monaural ซึ่งผสมผสานทั้งประสิทธิภาพระดับสุดยอดของอนาล็อคออดิโอ กับวงจรดิจิตอลออดิโออันล้ำยุค เพื่อรังสรรค์เสียงดนตรีที่สมจริงอย่างที่สุดจากแหล่งโปรแกรมของคุณ หัวใจหลักของ No 626 คือ การออกแบบผังวงจรอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ นั่นคือการออกแบบ dual-monaural ซึ่งแยก signal path อย่างเป็นอิสระ พร้อมปุ่มปรับระดับเสียงแบบ R-2R ladder volume control เพื่อความแม่นยำในการเพิ่ม-ลด ระดับเสียง โดยยังคงประสิทธิภาพของเสียงในทุกย่านความถี่ ในส่วนของภาคไลน์เสตจอินพุตประกอบด้วย Signal switching relays ซึ่งแยกเป็นอิสระ สำหรับอนาล็อคสเตริโออินพุตแต่ละชุด นั่นคือแบบ Balanced XLR 2 ชุด และแบบ RCA 3 ชุด และยังมี Phono อินพุต ทั้งแบบ MM และ MC ชุดอนาล็อคสวิชต์ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้สัญญาณที่มี band width กว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ยิ่งกว่านั้นทั้งวงจรสำหรับเพาเวอร์ซัพพลาย และวงจรสำหรับแหล่งโปรแกรมดิจิตอลยังถูกป้องกัน (Shielded) จากวงจรอนาล็อคและวงจรภาคโฟโน เพื่อให้ได้สัญญาณออดิโอที่มีคุณภาพสุดยอดอย่างแท้จริง Mark levinson No 626 สามารถต่อเชื่อมกับอุปกรณ์อื่นในระบบเสียงได้โดยง่าย เห็นได้จากจำนวนช่องอนาล็อคเอาต์พุต จึงสามารถใช้งานแบบฟลูเรนจ์ หรือผู้ใช้จะเลือกเป็นฟิลเตอร์ fourth order ที่ 80Hz เพื่อต่อใช้งานร่วมกับเพาเวอร์ซับวูฟเฟอร์ก็ทำได้เช่นกัน ปรีแอมป์ No 626 ยังเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่ Mark levinson เลือกใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณ D/A Converter ตัวใหม่ คือ Precision Link III สำหรับดิจิตอลอินพุตทุกชุด หัวใจของอุปกรณ์นี้คือ ES9039PRO ชุด DAC แบบ 8-channel Hyperstream IV เสริมด้วยวงจรขจัด Jitter อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Mark levinson บวกกับวงจร I/V แบบแยกอิสระอันเป็นเสาหลักของภาคประมวลผลดิจิตอล มีดิจิตอลอินพุต 6 ชุด ประกอบด้วย AES/EBU 1 ชุด, โคแอคเชียล 2 ชุด, ออปติคอล 2 ชุด และมีช่องเสียบแบบ USB-C 1 ช่อง เพื่อรับสัญญาณรายละเอียดสูงจาก DSD และ PCM ได้สูงถึงระดับ 32-bit / 384kHz ตัวเครื่องของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบในระบบผังแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกภาคอนาล็อคและวงจรดิจิตอลให้เป็นอิสระจากส่วนเพาเวอร์ซัพพลาย Mark levinson ยังออกแบบการ Damp vibration และชุดฐานรองใต้เครื่องให้เครื่องมั่นคง และปลอดจากการสั่นสะเทือนของพื่นที่วางเครื่อง ตัวเครื่องด้านนอกขึ้นรูปด้วยอลูมิเนียมอโนไดซ์สีดำ เรียบหรูด้วยปุ่มกลมสีเงิน จอกระจกด้านหน้าแสดงผลด้วยไฟเรืองแสงสีแดงเมื่อเปิดใช้งาน ทุกชิ้นส่วนของปรีแอมป์ No 626 ถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา และมีรีโมทคอนโทรลที่สามารถสั่งงานได้ทุกฟังก์ชั่น ให้มาพร้อมตัวเครื่อง (หมายเหตุ : Tectonic Industrial Design ที่ Mark levinson ใช้เป็นหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือศาสตร์การออกแบบที่แสดงถึงสัจจะของวัสดุและโครงสร้าง ซึ่งจะบ่งบอกอย่างชัดเจนถึงการใช้งานวัสดุตามคุณสมบัติและแบ่งแยกการใช้งานตามฟังก์ชั่นที่เป็นจริง) เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์รุ่นเรือธง Mark levinson No 631 Mark levinson No 631 ถือว่าเป็นเรือธงในบรรดาแอมปลิไฟเออร์ซีรีส์ 600 ถูกออกแบบให้เป็นระบบวงจร Fully differential และแยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระ เป็นแอมปลิไฟเออร์ Monaural ระดับไฮเอนด์ ที่มีกำลังมหาศาลในการขับลำโพงคู่ใดก็ได้ ด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และให้ทุกๆ รายละเอียดของเสียงดนตรีสมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path circuit design จึงถ่ายทอดเสียงดนตรี ที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง แจกแจงมิติของเครื่องดนตรีแม่นยำชัดเจนจนน่าตื่นตะลึง อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างสมดุล โครงสร้างถูกแยกส่วนโดยเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์แบบวงแหวน (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ช่วยลดเสียงรบกวนต่อวงจรส่วนอื่นๆ อย่างได้ผล แอมปลิไฟเออร์ No 631 จึงอัดฉีดพลังให้กับลำโพง เพื่อขับขานเสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอด ชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงแทบไม่ต้องการ feedback ในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ bandwidth กว้างมาก ด้วยความสามารถในการอัดฉีดกระแสปริมาณมหาศาล แอมป์ No 631 จึงให้เสียงดนตรีได้อย่างสม่ำเสมอ ด้วย bandwidth ที่กว้างขวางครอบคลุม แอมปลิไฟเออร์นี้จึงให้พลังขับเหลือเฟือสำหรับลำโพงทุกคู่ ให้เสียงที่สะอาดบริสุทธิ์ ที่ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบทุกย่านความถี่ เปิดโปร่งและนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือจะเป็นเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น การวางผังชิ้นส่วนภายในเครื่องแอมป์ No 631 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโมดูลาร์ เพื่อแยกวงจรในส่วนอนาล็อคออกจากภาคเพาเวอร์ซัพพลาย โดยวางชิ้นส่วนสำคัญบนแท่นยางเฉพาะ Mark levinson เลือกใช้ระบบดูดซับความสั่นสะเทือนสำหรับฐานของตัวเครื่อง โดยออกแบบฐานรองที่มั่นคงและเป็นอิสระจากพื้นที่รองรับ เพื่อป้องกันการสั่นไหวที่อาจรบกวนการทำงาน รูปลักษณ์ภายนอกของแอมป์ No 631 ดีไซน์สง่าแบบทาวเวอร์ทรงสูง และได้ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic โดยตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียม ชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวอย่างมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ส่วนกลางด้านหน้าดูแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วนเส้นไปสีแดง เพื่อขับเน้นความงามของแผงหน้า แผงด้านบนเป็นแผ่นกระจก ดูเด่นด้วนเส้นไฟสีแดง พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นส่วนระบายความร้อน คือแผง heat sink เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอุณหภูมิขณะใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 631 - ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson - ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล - เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB และสามารถเลือกโหมด High-Bias - มีอนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended - ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด - เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise - ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา เพาเวอร์แอมปลิไฟเออร์ Mark levinson No 632 No 632 เป็นแอมปลิไฟเออร์ที่ถูกออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design แสดงภาพลักษณ์ของการใช้วัสดุแต่ละประเภทอย่างเหมาะสมและลงตัว ภายใต้ตัวเครื่องที่ดูหนาหนักบึกบึน ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์โดดเด่นของผลิตภัณฑ์รุ่นต่างๆ ที่เคยสร้างชื่อเสียงมายาวนาน รูปทรงสวยงามด้วนเส้นสายของไฟที่ออกแบบใหม่ และดูแวววาวเรียบหรูด้วยวัสดุกระจก Mark levinson No 632 เป็นออดิโอแอมปลิไฟเออร์ dual-monaural ที่แยกภาคขยายอย่างเป็นอิสระอยู่บนแท่นเดียวกัน มีกำลังขับมหาศาลในการขับลำโพงด้วยไดนามิคที่ยอดเยี่ยม และแจกแจงทุกรายละเอียดของเสียงดนตรี ถูกออกแบบและผลิตตามปรัชญา Pure Path Circuit Design จึงสามารถขับขานเสียงดนตรีที่ให้เวทีเสียงทั้งลึกทั้งกว้าง มีมิติของเครื่องดนตรีที่แม่นยำชัดเจน น่าตื่นตะลึง อุปกรณ์ภายในทุกชิ้นถูกวางผังอย่างสมดุล มีการแยกโครงสร้างเฉพาะสำหรับทรานสฟอร์เมอร์ ทอรอยดัล (Toroidal) ชนิด Ultra-low-noise ลดเสียงรบกวนต่อวงจรอื่นๆ อย่างได้ผล แอมป์ No 632 จึงอัดฉีดพลังให้ลำโพง ให้เสียงดนตรีด้วยคุณภาพสุดยอดชนิดที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และเพราะวงจรภาคขยายถูกออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม จึงใช้วงจร Feedback น้อยมากในการให้เสียงดนตรีที่ปราศจากความผิดเพี้ยน และให้ Band width กว้างมากอย่างไม่น่าเชื่อ ความยึดมั่นในหลักการออกแบบภาคขยาย เป็นข้อโดดเด่นที่สร้างสมชื่อเสียงให้กับ Mark levinson มานานแสนนาน แอมป์ No 632 จึงสามารถให้พลังขับมหาศาลสำหรับลำโพงทุกคู่ โดยให้เสียงสะอาดบริสุทธิ์ ไร้การรบกวนของคลื่นไฟฟ้า ให้รายละเอียดครบถ้วนทุกย่านความถี่ ไม่ว่าจะรับฟังเสียงจากวงออเคสตราที่บรรเลงเต็มที่ หรือเสียงแผ่วเบาจากเครื่องดนตรีน้อยชิ้น รูปลักษณ์ภายนอกของ No 632 ออกแบบตามหลัก Tectonic ตัวเครื่องขึ้นรูปจากแผ่นอลูมิเนียมชุปอโนไดซ์สีดำ วางตัวเครื่องมั่นคงบนฐานสีเงินซิลเวอร์ ด้านหน้าแวววาวด้วยวัสดุกระจก เดินขอบด้วยเส้นไฟสีแดง แผงด้านบนเป็นวัสดุกระจก ขับเน้นด้วยไฟสีแดง พื้นที่นอกนั้นเป็นส่วนระบายความร้อนด้วยแผง Heat sink ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิขณะเปิดใช้งาน ความโดดเด่นของแอมปลิไฟเออร์ No 632 - ออกแบบตามหลัก Tectonic Industrial Design ตกแต่งด้วยเส้นไฟสีแดง เอกลักษณ์ของ Mark levinson - ออกแบบวงจร Pure Path ทั้งแผงวงจรอนาล็อค และดิจิตอล - เป็นแอมปลิไฟเออร์แบบคลาส A / AB - เชื่อมต่ออนาล็อคอินพุตแบบ Balanced และ Single-ended - ขั้วต่อลำโพงแบบ Hurricane Binding Post จำนวน 2 ชุด - เพาเวอร์ซัพพลายแบบ Toroidal Linear Ultra-low-noise - ทุกชิ้นส่วนออกแบบและผลิตในสหรัฐอเมริกา สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ Mark Levinson 600 Series เพิ่มเติมได้ที่ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด โทร : 02-256-0020